ทรงอธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า การจัดวางพื้นฐานการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาของประเทศไทยนั้น ควรได้มีการไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ด้วยหลักวิชาก่อน จึงจะเป็นผลให้การศึกษาในระดับนี้ สามารถขยายตัวหรือเจริญก้าวหน้าไปด้วยดี โดยรัฐควรจะมีการดำเนินงานในการจัดตั้งสถาบันระดับอุดมศึกษาอย่างเป็นขั้นตอน เริ่มต้นจากการสำรวจสภาพความต้องการ ความจำเป็น ความพร้อมในด้านต่างๆ ของบ้านเมือง ซึ่งจะทำให้รัฐทราบถึงผลดี-ผลเสียที่อาจเกิดขึ้น ช่วยให้สามารถตัดสินใจได้ถูกต้องมากขึ้นว่าอย่างไรจึงจะเป็นผลเสียน้อยที่สุด หากเห็นว่าสมควรที่จะให้มีแล้ว จึงค่อยปรึกษากำหนดนโยบาย และแผนการดำเนินงานต่อไป แนวพระราชดำริของพระองค์ปัจจุบันนี้ยังเป็นสิ่งที่ทันสมัยอยู่ และตรงกับหลักการจัดการอุดมศึกษาในปัจจุบันหลายประการคือ

   
๑. การทำ Feasibility study หรือการทำสำรวจในแนวพระราชดำริ คำถามที่ทรงตั้งเป็นแนวการสำรวจนั้นเป็นคำถามการวางแผน ที่มหาวิทยาลัยในต่างประเทศใช้ถามกัน และเป็นคำถามที่ผู้เกี่ยวข้องกับการอุดมศึกษาของชาติ จะนำไปพิจารณาทุกยุคทุกสมัย
๒. การพิจารณาการลงทุนทางด้านการศึกษา (education investment) หรือ (economic of education) คือการสำรวจปัญหาเศรษฐกิจแห่งอุดมศึกษาแนวพระราชดำรินี้เป็นประเด็นสำคัญ ที่ได้รับการหยิบยกมาพิจารณา เป็นศาสตร์สำคัญเรื่องหนึ่งในการวางแผนการศึกษาเมื่อ ๒๐ ปีที่ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้
๓. การพิจารณาเรื่องปัญหาการเมืองกับการศึกษา (politics and education development) คือการจ้างผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศเข้ามาทำการสำรวจในแนวพระราชดำริ เพื่อไม่ให้เกิดความลำเอียง ซึ่งเป็นสิ่งที่ประจักษ์สำหรับนักบริหารการศึกษาสมัยใหม่ว่า อำนาจของบุคคลก็ตาม ของสถาบันก็ตาม มีผลต่อการตัดสินใจการพัฒนาสถาบันอย่างสำคัญ
๔. ทรงวางแนวการเสนอข้อมูลและข้อเสนอแนะ ที่จะให้รัฐบาลตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล เช่น เรื่องกรอบงบประมาณ financing ประเภทของมหาวิทยาลัยที่ควรจะดำเนินการ (type of university) ระดับและมาตรฐานของหลักสูตร (level of curriculum and standard) ระเบียบการปกครองของมหาวิทยาลัย (university administration) เป็นต้น
๕. การให้เสรีภาพทางวิชาการ (academic freedom) ที่ตรงกับข้อที่ทรงเสนอให้รัฐบาล ให้สิทธิพิเศษแก่ทางมหาวิทยาลัยในการค้นคว้าหาความจริงด้านวิชาการได้สะดวก เพื่อให้มีความเป็นเลิศทางวิชาการ (academic excellence)
๖. การให้มหาวิทยาลัยอยู่ในระบบที่เป็นอิสระและสมบูรณ์ในตัวเอง (university autonomy) ตรงกับการให้มหาวิทยาลัยเป็นคณะอิสระขึ้นกับพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยตรง หรือขึ้นแก่คณะอภิรัฐมนตรี

         นอกจากนี้พระองค์ทรงเห็นว่า ในการจัดตั้งมหาวิทยาลัย รัฐควรกำหนดนโยบายที่ชัดเจน ก่อนการมอบหมายช่วงต่อไป ให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งรับผิดชอบ มีคณะกรรมการที่จะรับผิดชอบการดำเนินงานด้านวิชาการของมหาวิทยาลัย เพื่อมิให้กระเทือนถึงพระเกียรติยศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวิทยาลัยควรมีรายได้จากส่วนต่างๆ เช่น จากนักเรียน เงินบริจาค เงินจากกองผลประโยชน์ เพื่อให้มหาวิทยาลัยเลี้ยงตนเองได้ สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงแนวพระราชดำริที่รอบคอบ และเป็นระบบครบวงจร พระดำรินี้แม้เวลาจะล่วงเลยมานานแล้ว แต่ยังเป็นที่ยอมรับและใช้กันต่อมา
 
   

 

 
   

 
     
   
มูลนิธิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
 
สำนักงานมูลนิธิฯ : - อาคารมูลนิธิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
( อาคารภายในบริเวณวัดปทุมวนาราม)
๙๖๙ ถนนพระราม ๑ แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กทม. ๑๐๓๓๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๕๔-๒๕๔๕-๖ โทรสาร ๐-๒๖๕๘-๑๙๘๕