แนวพระราชดำริเกี่ยวกับการจัดการศึกษาแพทย์ ทรงมีพระราชดำริว่า ในการจัดการศึกษาแพทย์นั้น จะต้องมีโรงเรียนแพทย์ที่ดี คือมีตึกเรียน อุปกรณ์และห้องปฎิบัติการที่พร้อมจะให้นักเรียนเข้าใช้ในการศึกษาค้นคว้า มีครูแพทย์ที่ดี ที่จะทำงานสอนได้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เป็นตัวอย่างที่ดีแก่นักเรียนได้ มีหลักสูตรที่ดี มีมาตรฐาน เป็นที่เชื่อถือของนานาประเทศได้ การสอนจะต้องเน้นการสอนให้นักเรียนช่างสังเกต ช่างคิด มีเหตุผล เน้นการปฏิบัติ ลงมือทำในห้อง ปฏิบัติการ ตลอดจนการฝึกหัดงานแพทย์ด้านต่างๆ ทรงเน้นว่า การปฏิบัติ(practice) เป็นหัวใจของการเรียนแพทย์ พระราชดำริในข้อนี้ทรงแสดงให้เห็นชัดเจน ในลายพระหัตถ์ที่ทรงมีถึงหม่อมเจ้าพูนศรีเกษม เกษมศรดังนี้

          “อันที่จริงเราควรดำริห์การทำ lab ให้มาก เพราะข้อนี้เป็นปัญหายากที่สุด ต้องการทั้งเงิน เวลาและความชำนาญ แลตั้งใจของเรา แลพวกครูฉันยังหนักใจมาก เพราะการเล็กเช่อร์เท่านั้นนักเรียนลืมเร็วเต็มที่ การที่จะจัด lab course ให้สำเร็จจะต้องนึกถึง
 

   
๑. สถานที่และเครื่องมือต้องให้มีพอใช้กัน เรื่องเครื่องมือนี้ ถ้าใครมี ingenuity ดี อาจจ้างเจ๊กทำในกรุงเทพฯ ได้หลายอย่าง เอาอย่างโน้นมาใช้ร่วมกับอย่างนี้ ไม่ต้องสั่งนอกทุกอย่างไป แต่ก็ควรให้มีทั่วถึงกัน
๒. คนสอน ครูผู้ช่วยเรายังหายากเต็มที่ ถ้าได้นักเรียนชั้นใหญ่ผู้เคยเรียนมาแล้วมาเป็นครูผู้ช่วยจะดีมาก แลจะให้ความชำนาญแก่นักเรียนผู้สอนด้วย
๓. เวลาที่กะมานั้นเปรียบกับโปรแกรมที่จะให้เรียนใน Practical work เห็นว่ามีเวลาอยู่ข้างจะน้อยไป เพราะจะต้องคิดเสียว่าควรจะเดินช้าในเมืองไทยมากกว่าเมืองนอก แลควรให้เวลาสำหรับ repeat experiments ที่ทำไม่สำเร็จครั้งแรกหรือ Absent เสีย แต่จะหาเวลามาจากไหนฉันก็ยังนึกไม่ออก เพราะห้อง Lab ของเรามีน้อย แลแย่งกันใช้มาก แลจะเปิดให้นักเรียนเข้ามาทำเอาเองเวลาว่างก็ไม่ได้ ไม่เหมือนเมืองนอก เพราะนักเรียนของเรายังต้องการความควบคุมอยู่มาก
๔. Material การหา fresh and perhaps living material มาสอนนั้นเป็นของยาก และบางทีจะต้องเปลี่ยนโปรแกรมการสอนตามแต่จะหา material ได้ เรื่องนี้ฉันขอให้เธอสนใจให้มาก
๕. Preparation room and Technician บาง experiment นั้น การตั้งเครื่องมือกินเวลานานกว่าการทำ ถ้านักเรียนได้เรียนตั้งเครื่องมือพอชำนาญแล้ว ก็ควรจัดให้มี Technician หรือใครมาทำงานนี้แทน นักเรียนจะได้ตั้งต้นทำงานได้ทีเดียว น่าที่นี้สำคัญมาก เพราะเรามีห้องน้อยจะต้องรื้อเครื่องมือทุกทีไป เพื่อไม่กีดขวางแก่ Courseอื่น
๖. Coordination เราควรพยายามกะให้ Lab work ตรงกับ Lecture Courses แต่นี่เป็นของยากมาก เธอก็ทราบดี และ Courses เช่น Botany, Biology, Zoology นั้น ควรสอนให้ติดต่อกันจะได้สะดวกแก่ทั้งครูแลนักเรียน ฉันขอให้เธอตริตรองข้อที่ฉันกล่าวถึง Inductive และ Deductive methods เพราะนักเรียนเราต้องการสอนให้ observe แล reason ของตัวเองมาก เพราะโรงเรียนมัธยมของเราสอนแต่ให้เรียนขึ้นใจเป็นพื้น เราต้องการให้นักเรียนเรียนคิด
๗. Theories เพราะเรามีโอกาสสอนด้วย Lecture มากกว่า Lab ครูต่างๆจึงใคร่สอน Theories มากไป ไม่ใช่ Theories ไม่ดี แต่ออกจะสูงเกินไปสำหรับนักเรียน แลจะมี Intelligent discussions ก็ยังไม่ใคร่จะได้ ด้วยนักเรียนของเราไม่ mature พอ เพราะฉะนั้นก็เป็นการเรียนเป็นนกแก้วเท่านั้นแลก็ลืม ถ้าถือ lab เป็นหลักจะดีกว่าสำหรับเราในสมัยนี้

ดรรชนีคำ           ดำริห์ - ดำริ           แล - และ           น่า - หน้า

 
   

 

 
   

 
     
   
มูลนิธิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
 
สำนักงานมูลนิธิฯ : - อาคารมูลนิธิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
( อาคารภายในบริเวณวัดปทุมวนาราม)
๙๖๙ ถนนพระราม ๑ แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กทม. ๑๐๓๓๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๕๔-๒๕๔๕-๖ โทรสาร ๐-๒๖๕๘-๑๙๘๕