| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |
 

สมเด็จฯ พระบรมราชชนกกับการต่างประเทศ


นายจอห์น ดี ร็อคกีเฟลเลอร์ (John D. Rockefeller) ผู้ก่อตั้งมูลนิธิร็อคกีเฟลเลอร์
(A Rockefeller Family Portrait
หลังหน้า 76)


ดร.วิกเตอร์ จี ไฮเซอร์
(60 ปี แห่งความร่วมมือฯ น.21)

       3.3 ความร่วมมือระหว่างมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์และรัฐบาลไทย

          มูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ ก่อตั้งขึ้นโดยตระกูลร็อคกี้เฟลเลอร์ ซึ่งเป็นตระกูลที่บทบาทอำนาจสูงมากในสหรัฐอเมริกา จนถึงกับกล่าวกันว่า เป็นตระกูลที่เปรียบเสมือนราชวงศ์ของสหรัฐอเมริกา อันเป็นประเทศที่ไม่มีระบอบกษัตริย์เลยทีเดียว การติดต่อสัมพันธ์กันระหว่างมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ กับประเทศไทย มีมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากหนึ่งในกิจการทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ที่เริ่มเข้ามาลงทุนในเมืองไทยสมัยนั้น คือ กิจการน้ำมันของบริษัทสแตนดาร์ดออยส์แห่งนิวยอร์ก ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของตระกูลร็อคกี้เฟลเลอร์

 

 

สำหรับในส่วนของมูลนิธิ มูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์มีนโยบายช่วยเหลือ ประเทศกำลังพัฒนาในด้านต่างๆ ในกรณีของไทยก็ได้ให้ความช่วยเหลือปรับปรุงการแพทย์ และการศึกษาแพทย์อย่างไม่เป็นทางการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2458 บุคคลสำคัญที่เป็นตัวแทนดำเนินงานของมูลนิธิในระยะแรก คือ ดร.วิกเตอร์ จี ไฮเซอร์ (Dr. Victor G. Heiser) ผู้อำนวยการฝ่ายสาธารณสุขระหว่างประเทศ ของมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ ในขณะที่ทางไทยมีสมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ผู้บัญชาการราชแพทยาลัยอันเป็นโรงเรียนฝึกสอนแพทย์ ที่มีอยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศ ทรงคอยประสานงานในช่วงเริ่มต้น ผลงานที่สำคัญของมูลนิธิในช่วงนี้ ได้แก่ การช่วยดำเนินการปราบปรามการแพร่ระบาดของโรคพยาธิปากขอ ร่วมกับสภากาชาดและกรมสุขาภิบาลของไทย อย่างไรก็ตามเนื่องจากความช่วยเหลือยังมีลักษณะไม่เป็นทางการ จึงยังไม่สามารถทำการพัฒนาได้เต็มที่

การตกลงให้ความช่วยเหลือของมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์อย่างเป็นทางการ จะเริ่มต้นขึ้นในพ.ศ. 2464 โดยรัฐบาลไทยได้พยายามแสวงหาบุคคล ที่จะมาทำหน้าที่ผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อประสานงานต่างประเทศร่วมกับมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ ซึ่งบุคคลดังกล่าว ควรจะเป็นเจ้านายในพระราชวงศ์ไทยชั้นสูงที่ทรงเป็นที่เคารพนับถือ ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ สามารถสื่อสารด้วยภาษาต่างประเทศหลายภาษา และควรจะต้องทรงมีความรู้ทางการแพทย์อยู่ด้วยพอสมควร เมื่อพิจารณาแล้วจึงเห็นว่าสมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงเป็นบุคคลที่เหมาะสมอย่างยิ่ง รัฐบาลไทยจึงให้มหาเสวกเอก เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เสนาบดีกระทรวงศึกษาธิการ ทำหนังสือกราบทูลไปยังพระองค์ที่ขณะนั้น ประทับอยู่ในประเทศอังกฤษ ขอให้ทรงดำรงตำแหน่งดังกล่าว ซึ่งก็ทรงตอบรับด้วยความเต็มพระทัย


สมเด็จฯ พระบรมราชชนก
และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
ณ กรุงปารีส พ.ศ.2464
(มหิตลปูชา น.65)
ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2464 สมเด็จฯ พระบรมราชชนก พร้อมด้วยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้เสด็จไปทรงพบ และเจรจากับผู้แทนของมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ตามเมืองต่างๆ ในทวีปยุโรป เช่น กรุงลอนดอน กรุงปารีส และกรุงเบิร์น จนสามารถจัดให้มีการร่างข้อตกลงขั้นสุดท้าย เป็นบันทึกข้อตกลง (Memorandum) ซึ่งได้รับการรับรองจากทั้งทางมูลนิธิ และได้รับพระบรมราชานุญาตจาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปลายปี พ.ศ. 2465 จากนั้นจึงทรงร่วมกับมูลนิธิ เสาะหาบุคคลเข้ามาเป็นอาจารย์ และจัดปรับปรุงหลักสูตรแพทย์ของไทย ให้ถึงระดับแพทยศาสตรบัณฑิต นอกจากนี้สมเด็จฯ พระบรมราชชนกยังทรงได้คัดเลือกนักเรียนไทย ที่กำลังเรียนวิชาแพทย์ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ให้ได้รับทุนของมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ เพื่อฝึกอบรมศึกษาต่อ สำหรับกลับมาเป็นอาจารย์ในคณะแพทยศาสตร์ต่อไปด้วย



ทรงฉายพระรูปกับคณาจารย์ที่มูลนิธิร็อคกีเฟลเลอร์ส่งมาช่วย และคณะนักศึกษา
(มหิตลปูชา น.70)

ใน พ.ศ. 2466 สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงตั้งพระทัยจะเสด็จไปทรงศึกษาวิชาแพทย์ ระดับคลินิกต่อที่มหาวิทยาลัยเอดินเบอระ แต่จากการที่พระวรกายไม่แข็งแรงอยู่แล้ว จึงทรงพระประชวรเนื่องจากอากาศหนาว และต้องเสด็จกลับประเทศไทย ณ เวลานั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมมหาวิทยาลัย เพื่อให้สะดวกแก่การที่จะทรงประสานงานกับมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ ในการพัฒนาคณะแพทยศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียวอยู่ในขณะนั้น ในระหว่าง พ.ศ. 2466-2468 พระองค์จึงได้ทรงปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับผู้แทนของมูลนิธิต่อไป ทรงช่วยแก้ปัญหาที่เกิดจากการทำงานของฝ่ายไทย และความไม่เข้าใจกันของทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้สมเด็จฯ พระบรมราชชนกยังทรงรับตำแหน่งประธานกรรมการโรงพยาบาลศิริราช เพื่อดำเนินการปรับปรุงการบริหารจัดการ โดยรับความช่วยเหลือจากมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งความสำเร็จจากความร่วมมือจะได้ปรากฏให้เห็นในเวลาต่อมา คือการที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีนิสิตแพทย์ จบการศึกษาระดับปริญญารุ่นแรกใน พ.ศ. 2471 ส่วนโรงพยาบาลศิริราช ก็ได้พัฒนาเป็นโรงพยาบาลที่มีมาตรฐานเหมาะสมสำหรับสอนนิสิตแพทย์ด้วย

สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงมีพระราชประสงค์ ที่จะศึกษาต่อวิชาแพทย์ให้สำเร็จในระดับสูงสุด ดังนั้นในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2469 พระองค์จึงได้เสด็จไปประเทศสหรัฐอเมริกาอีกครั้งเพื่อทรงศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ต่อในชั้นคลินิก ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แต่ครั้นถึงต้นปี พ.ศ. 2471 ก่อนการสอบ สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงมีพระอาการโรคพระวักกะ (ไต) กำเริบ แม้ผู้อำนวยการโรงเรียนแพทย์เสนอว่า จะถวายปริญญาแพทยศาสตร์ โดยไม่ต้องสอบไล่เพราะผลการศึกษาของพระองค์อยู่ในเกณฑ์ดีมาก ก็ไม่ทรงยินยอม ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2471 จึงทรงเข้าสอบไล่เช่นเดียวกับผู้อื่นเพื่อรับปริญญา (Doctor of Medicine) และปรากฏว่าผลการสอบของพระองค์อยู่ในขั้นเกียรตินิยม (Cum Laude) โดยทรงได้เหรียญทองสำหรับที่ 1 วิชาสาธารณสุข 1 เหรียญ สำหรับเกียรตินิยมอีก 1 เหรียญ เป็นการทรงสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง

4. ประมวลพระราชจริยวัตรที่เกี่ยวข้องกับด้านการต่างประเทศ

สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงมีพระราชจริยวัตรที่น่าสรรเสริญหลายประการ อันเป็นสิ่งที่ทำให้พระองค์ทรงได้รับความนับถือในระดับนานาประเทศ และทรงสามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจในฐานะผู้ประสานงานระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ


แฟลต เลขที่ 63 ถนนลองวูด บรูกลายน์ ชานเมืองบอสตัน ที่ประทับระหว่างทรงศึกษาวิชาแพทย์ ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
(มหิตลปูชา น.76)

เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าสมเด็จฯ พระบรมราชชนก ทรงเป็นเจ้านายชั้นสูงที่ไม่ถือพระองค์ ดังปรากฏเมื่อครั้งเหตุการณ์ที่ทรงอภัยให้นายด่านภาษีฮอนโนลูลู ซึ่งแสดงกิริยาไม่เหมาะสม นอกจากนี้พระองค์ยังโปรดที่จะไม่แสดงพระอิสริยยศ เมื่อทรงศึกษาอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจาก

... เห็นว่าเป็นการสะดวกมากกว่า ที่จะเปนแต่นักเรียนธรรมดาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มิได้ต้องการที่จะเปนคนที่มีชื่อเสียงในที่ประชุมชนผู้ดีเลย เพราะว่าถูกกับนิสัยของคนอเมริกันมากกว่า แลทั้งจะไม่ไปเกี่ยวข้องขัดขวางในราชการบ้านเมืองด้วย...

ทรงเล็งเห็นว่าประเทศสหรัฐอเมริกานั้น เป็นประเทศที่ไม่มีเจ้านายหรือพระราชวงศ์ในระบอบกษัตริย์ และเมื่อการเสด็จทรงศึกษาเป็นการส่วนพระองค์ จึงทรงมีพระราชดำริว่า การดำรงพระองค์แบบไม่แสดงพระอิสริยยศ ว่าเป็นเจ้าก็เป็นการเหมาะสมกว่า โดยทรงให้เหตุผลเพิ่มเติมแก่สมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงษ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศว่า "...หวังใจว่าจะไม่ผิดแก่ความตั้งใจของเมืองไทย ในการที่หม่อมฉันเรียกตัวว่า มิสเตอร์... จำได้ว่ากิงเอดเวอร์ด เมื่อเสด็จมาเมืองนี้ ก็เรียกพระองค์ว่า Lord เท่านั้น..."

ไม่เพียงแต่เรื่องการวางพระองค์เท่านั้น สมเด็จฯ พระบรมราชชนกยังทรงระวังในเรื่องการใช้จ่าย ดังที่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงบันทึกไว้ในพระนิพนธ์เรื่อง "เกิดวังปารุสก์" ถึง "ทูลหม่อมอาแดง" อันเป็นพระนามที่ทรงใช้เรียกสมเด็จฯ พระบรมราชชนก ว่า

...ย่อมเป็นที่ทราบกันอยู่โดยมากแล้วว่า ทูลหม่อมอาแดงนั้นทรงเป็นเจ้าฟ้าที่ร่ำรวยมั่งคั่งที่สุดพระองค์หนึ่ง ในบรรดาเจ้าฟ้าด้วยกัน แต่ท่านทรงระมัดระวังกระเหม็ดกระแหม่ในการใช้จ่ายเป็นที่สุด แทนที่จะเสด็จไปประทับโฮเต็ลชั้นเอก กลับประทับโฮเต็ลชั้นซอมซ่อที่สุดอยู่ใกล้ๆ สถานทูต... ท่านต้องการจะเก็บรายได้ของท่านไว้เป็นส่วนมาก เพื่อทำการกุศลอย่างมากมาย...

ท่านไม่ทรงแถลงว่าพระองค์เป็นเจ้านายชั้นสูง ท่านเรียกพระองค์ท่านว่า มิสเตอร์ มหิดล สงขลา (Mr. Mahodol Songkla) เมื่อทรงสอบไล่ได้เป็นแพทย์ที่อเมริกาแล้ว ก็ทรงเรียกพระองค์ว่า ด๊อกเตอร์ ม.สงขลา การที่จะเรียกตนว่าเป็นเจ้านายชั้นสูง และเมื่อมาเมืองนอกก็ควรจะไปอยู่ยังที่ชั้นสูงและทำอะไรต่างๆ อย่างสมเกียรติเจ้านายชั้นสูง แต่ถ้าไม่อยากจะเปลืองเงินหรือไม่ชอบที่ทางหรูหรา ก็ควรจะงดการเป็นใหญ่เป็นโตเสียดีกว่า เพราะยศศักดิ์หรือตำแหน่งใหญ่โตนั้น ถ้าเอาไปใช้ในที่ไม่สมควรก็เลยจะทำให้ได้ผลตรงกันข้าม...




พระอิริยาบถเมื่อประทับอยู่กับพระสหายนักเรียนนายเรือเยอรมัน
(เจ้าฟ้าทหารเรือ น.17)

อย่างไรก็ตาม แม้จะทรงไม่ถือพระองค์ สมเด็จฯ พระบรมราชชนกก็ทรงระมัดระวังในการวางพระองค์อย่างดี ตั้งแต่เมื่อครั้งทรงศึกษาการทหาร อยู่ที่เยอรมนี ก็ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับนายทหารพระสหายอย่างเหมาะสม ดังปรากฏในรายงานผู้ตรวจการศึกษาเล่าเรียนกล่าวว่า " ...นายทหารในโรงเรียนเดียวกัน ก็รักแลเกรงสมเดจพระเจ้าน้องยาเธอฯ ทรงโปรดเรียบร้อยแลทรงรวังในการใช้สรอย..."

แต่เมื่อไรก็ตามที่ทรงเห็นว่าพระองค์ อยู่ในฐานะผู้แทนของประเทศไทย จะทรงมีขัตติยะมานะ มิทรงยอมให้ชื่อเสียงของประเทศต้องเสียหายได้ ดังเหตุการณ์ครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ. 2454 ในงานพระราชพิธีฉลองวันประสูติครบรอบ 200 ปี ของสมเด็จพระเจ้าเฟรเดอริกมหาราช บรรพกษัตริย์ของเยอรมนี นักเรียนทหารเยอรมันทั้งหมดต้องเข้าร่วมพิธี สำหรับสมเด็จฯ พระบรมราชชนก พระอภิบาลชาวเยอรมันได้จัดให้ ทรงแต่งเครื่องแบบนายทหารไทยเต็มยศเข้าร่วมในพิธีด้วย แต่เมื่อจะประทับในงานกลับจัดให้ประทับปนอยู่ในหมู่นักเรียนทหาร ที่แต่งเครื่องแบบเยอรมันคนอื่นๆ พระองค์ทรงไม่พอ

พระทัยมากเพราะทรงเห็นว่า "...เมื่อแต่งเครื่องเป็นเกียรติยศ ก็ควรรับว่าเปนเจ้า..." พระอภิบาลควรจะจัดให้พระองค์ ไปประทับกับนายทหารชั้นสูงเหมือนเจ้านายต่างประเทศพระองค์อื่น หรือมิเช่นนั้นก็ให้ทรงเครื่องแบบนักเรียนทหารเยอรมัน เหมือนพระสหายไปเสีย ตามปกติสมเด็จฯ พระบรมราชชนก ก็ไม่ทรงมีเรื่องขัดแย้งกับพระอภิบาล แต่ในครั้งนี้ไม่ทรงยอม และได้จัดการให้พระอภิบาลกล่าวขออภัยต่อรัฐบาลไทย เพื่อมิให้เกิดความเสื่อมเสียต่อประเทศ


ไปรษณียบัตรรูปแมว "รัสเซีย" กับหนู "ยี่" และ "ปุ่น"
(ไปรษณียบัตรเจ้าฟ้า น.44)

ในฐานะที่ทรงเป็นเสมือน "ทูต" หรือผู้แทนประเทศ สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงมีคุณสมบัติส่วนพระองค์ที่เหมาะสม เพราะทรงใส่พระทัยในประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความเป็นไปของแต่ละดินแดนที่เสด็จไปเยือน ไม่ว่าจะเป็นที่ที่เสด็จแวะพักเพียงชั่วคราว หรือประทับอยู่เป็นเวลานาน ทรงมีพระนิสัยช่างสังเกตมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ เมื่อเสด็จมาทรงศึกษายังต่างประเทศระยะแรก ณ โรงเรียนแฮร์โรว์ ประเทศอังกฤษ หากได้เสด็จแปรพระราชฐานไปยังที่ต่างๆ ระหว่างปิดภาคเรียน จะทรงใช้โอกาสนี้ เพื่อเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับสถานที่ บุคคลสำคัญ หรือเหตุการณ์ปัจจุบันที่กำลังเกิดขึ้นในดินแดนนั้นๆ ครั้งหนึ่งเมื่อได้เสด็จไปยังประเทศรัสเซียใน พ.ศ. 2448 ซึ่งขณะนั้นรัสเซียกำลังรบอยู่กับญี่ปุ่น พระองค์ก็ทรงทราบเรื่องดังกล่าว และได้ทรงส่งไปรษณียบัตรรูปแมวกับหนู ไปให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัย โดยบนตัวแมว ทรงเขียนกำกับไว้ว่า "รัสเซีย" ส่วนบนตัวหนู 2 ตัวทรงให้ชื่อว่า "ยี่" กับ "ปุ่น" สะท้อนถึงความช่างสังเกตและใส่พระทัย ต่อเหตุการณ์รอบพระองค์ได้เป็นอย่างดี



พระองค์ทรงสนพระทัยเรียนรู้วัฒนธรรม ความคิดของชนชาติต่างๆ โดยเฉพาะคนในประเทศที่พระองค์ต้องไปประทับอยู่ ในสหรัฐอเมริกาหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ขัดแย้งกับนายด่านภาษีที่ฮอนโนลูลู สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงตั้งข้อสังเกตแล้วสรุปได้ว่า "...ในเมืองนี้ดูชอบคนไทยแลจีนมาก แต่ไม่ชอบพวกญี่ปุ่น ยิ่งทางตะวันตกยิ่งแสดงให้เหนอย่างชัดมาก แลทางตะวันออกนี้เข้าข้างอังกฤษเกลียดเยอรมันทั้งนั้น..." ทำให้พระองค์ทรงเข้าพระทัยถึงสาเหตุที่เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น

นอกจากนี้ ยังทรงเข้าพระทัยดีว่าการที่พระองค์ ทรงเป็นที่ยอมรับในสังคมอเมริกันนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทรงเป็น "แพทย์" ดังที่ปรากฏในพระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงษ์วโรปการว่า "...ในการเรียนวิชานี้ทำให้พวกอเมริกันยินดีมาก เพราะเขาเหนเป็นกุศล ช่วยมนุษถูกใจเขา แลหม่อมฉันก็ประพฤติตัวเดโมแครติก พอใจเขามาก..."

โดยรวมแล้ว การวางพระองค์และความเอาพระทัยใส่ใน สถานการณ์รอบข้างของสมเด็จฯ พระบรมราชชนก เป็นพระจริยวัตรอันประเสริฐ ซึ่งเมื่อประกอบกับพระปรีชาสามารถในเชิงวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นด้านการทหารหรือการแพทย์ ก็ได้สร้างชื่อเสียงให้แก่ทั้งพระองค์เอง และประเทศไทย อันนำมาซึ่งประโยชน์ในการเชื่อมความสัมพันธ์อันดี และส่งเสริมความร่วมมือกันระหว่างประเทศไทย กับประเทศอื่นๆ เป็นอย่างมาก


ทรงฉายร่วมกับพระสหาย ที่ศึกษาวิชาแพทย์ที่อเมริกาด้วยกัน
(มหิตลปูชา น.84)

5. สรุป

สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงเป็นเจ้าฟ้าชั้นสูงของไทย ที่ทรงมีพระอัจฉริยภาพในหลายด้านหลายแขนง ด้านการต่างประเทศ แม้มิได้เป็นพระราชกรณียกิจโดยตรงของพระองค์ แต่เมื่อพิจารณาจากพระราชประวัติแล้ว จะเห็นได้ว่าทรงดำรงพระองค์เป็นเสมือนองค์ทูต เจริญสัมพันธไมตรีระหว่างไทยกับนานาประเทศมาโดยตลอดพระชนม์ชีพ โดยในช่วงที่ยังทรงพระเยาว์จะทรงเป็นองค์ผู้แทนของเจ้านายไทย ที่เป็นที่รู้จักของเจ้านายราชวงศ์ต่างประเทศ ในการเชื่อมความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างไทยและเยอรมนี แสดงให้ชาวต่างชาติเห็นถึงศักยภาพของคนไทยว่า ไม่แพ้ชนชาติใดในโลก ต่อมาเมื่อทรงเจริญพระชนม์ขึ้น ประกอบด้วยทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิครบถ้วน ก็ได้ทรงก้าวเข้าทำหน้าที่องค์ผู้ประสานงานความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ การดำเนินงานตามข้อตกลงความช่วยเหลือของมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์แห่งสหรัฐอเมริกา ประสบผลสำเร็จลุล่วงไปได้อย่างราบรื่น ก็ด้วยพระบารมีและพระอุตสาหะที่ทรงงานอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยพระวรกาย แม้ว่าจะทรงพระประชวรด้วยพระโรคประจำพระองค์ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณโดยแท้ที่คนไทยควรรับรู้และซาบซึ้งอย่างทั่วกันตลอดนานเท่านาน

 
 
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |


มูลนิธิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
 
สำนักงานมูลนิธิฯ : - อาคารมูลนิธิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
( อาคารภายในบริเวณวัดปทุมวนาราม)
๙๖๙ ถนนพระราม ๑ แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กทม. ๑๐๓๓๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๕๔-๒๕๔๕-๖ โทรสาร ๐-๒๖๕๘-๑๙๘๕