| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |
 

สมเด็จฯ พระบรมราชชนกกับการต่างประเทศ


รายงานการทรงศึกษาและสถานการณ์ ช่วงเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 1
(เจ้าฟ้าทหารเรือ น.150)

        2.3 สงครามโลกครั้งที่ 1 และการเสด็จกลับประเทศไทย

           ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเยอรมนี กำลังเป็นไปได้ด้วยดีโดยมีสมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงเป็นสื่อกลางสำคัญในการเชื่อมสัมพันธไมตรีนั้น สงครามโลกครั้งที่ 1 ก็ได้อุบัติขึ้นในพ.ศ. 2457 ตามข้อบังคับทางทหารของเยอรมนีบัญญัติไว้ว่า บรรดาชาวต่างประเทศ ที่กำลังศึกษาวิชาการทหารอยู่ในประเทศเยอรมนี จะต้องเข้าร่วมกับประเทศเยอรมนีเมื่อเกิดสงคราม เว้นแต่สงครามนั้นได้กระทำกับประเทศของนักศึกษาต่างชาติผู้นั้น และเนื่องจากในช่วงแรกของสงครามโลกครั้งที่ 1 ประเทศไทยประกาศดำรงความเป็นกลางไม่เข้ากับฝ่ายใด ดังนั้น หากเจ้านายฝ่ายไทยพระองค์ใดพระองค์หนึ่งเข้าร่วมรบกับเยอรมนี อาจทำให้ประเทศไทยโดยรวมเสียความเป็นกลางได้ ด้วยเหตุนี้สมเด็จฯ พระบรมราชชนกจึงทรงหารือกับพระยาศรีธรรมสาส์น อัครราชทูตไทยประจำกรุงเบอร์ลิน ว่าควรจะทรงทำอย่างไรต่อไปจึงจะเหมาะ ดังที่ปรากฏในรายงานของสถานทูตไทยที่เยอรมนีว่า

…ทรงชี้แจงพระประสงค์มาในเรื่องนี้ มีใจความว่า : ถ้ารัฐบาลจะให้พระองค์ท่านทรงลาออกจากกองทัพเรือเยอรมันแล้ว พระองค์ท่านมีพระประสงค์จะไปทอดพระเนตรการรบ เปนผู้ช่วยทูตในราชการทหารบกหรือทหารเรือ (Military or Naval Attach?) หรือไปรับราชการให้เปนประโยชน์อย่างอื่น เช่นไปตรวจการต่อเรือรบของรัฐบาลที่เมืองนิวคาลเซอล (Newcastle) แต่ถ้ารัฐบาลจะไม่ให้พระองค์ท่านทำการเช่นนี้แล้ว จะทรงขอประจำอยู่ในกองทัพเรือเยอรมันต่อไป โดยไม่ช่วยเขารบด้วย…

อย่างไรก็ตาม เมื่อทางรัฐบาลไทยได้พิจารณาดูสถานการณ์แล้ว มีข้อสรุปว่าไม่ควรจะให้พระองค์ประทับอยู่ในประเทศเยอรมนีต่อไป ดังลายพระหัตถ์ที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ ได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า

 
 


…ข้าพระพุทธเจ้าเหนด้วยเกล้าฯ ว่า การที่จะจัดให้ทรงทำการอย่างใดในน่าที่ทางทหารเรือ ในระหว่างที่กองทัพเรือเยอรมันทำการสงครามนั้นคงเปนการยากยิ่ง… คงมีแต่พอเปนไปได้ก็ต้องให้เสด็จข้ามไปทวีปอื่นเสียทีเดียว มีตามประเทศในทวีปอะเมริกาเปนต้น หรือให้กลับพระนคร…

สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงเคารพในการตัดสินใจของรัฐบาลไทย จึงได้ทรงลาออกจากจักรพรรดินาวีเยอรมันในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2457 และตัดสินพระทัยเสด็จกลับประเทศไทย โดยเส้นทางในการเสด็จกลับนั้น ก็ต้องมีการพิจารณาเลือกให้มั่นใจว่าจะทรงได้รับความปลอดภัยมากที่สุดในสถานการณ์ที่สงครามยังคงดำเนินอยู่ ในที่สุดจึงได้มีการจัดเส้นทางเสด็จให้ทรงแวะผ่านที่ประเทศเดนมาร์ก อันเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีกับไทยมาช้านาน ทั้งสมเด็จฯ พระบรมราชชนกเองก็ทรงรู้จักคุ้นเคยกับเจ้านายแห่งพระราชวงศ์เดนมาร์กเป็นการสนิทสนม


สมเด็จเจ้าฟ้านายเรือโทแห่งราชนาวีไทย
(มหิตลปูชา น.52)
หลังจากการเดินทางหลายเดือน สมเด็จฯ พระบรมราชชนกได้เสด็จกลับถึงประเทศไทย ในเดือนมีนาคมพ.ศ. 2457 ทรงได้รับพระราชทานเลื่อนยศจาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เป็นนายเรือโท พร้อมทั้งทรงเข้ารับราชการในกระทรวงทหารเรือในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2458 แต่หลังจากนั้นไม่นาน เนื่องจากความต้องการที่จะแก้ไขสนธิสัญญา ไม่เป็นธรรมที่ประเทศไทยถูกบีบบังคับให้ทำกับมหาอำนาจต่างๆ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงตัดสินพระทัยเปลี่ยนจากนโยบายเป็นกลาง มาประกาศสงครามเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร อันเป็นฝ่ายตรงข้ามกับเยอรมนี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและเยอรมนี จึงสิ้นสุดลงเป็นการชั่วคราว

3. สมเด็จฯ พระบรมราชชนกกับความร่วมมือระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา

ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2458 สมเด็จฯ พระบรมราชชนกได้ทรงเริ่มงานในตำแหน่งแรก คือสำรองราชการ สังกัดกรมเสนาธิการทหารเรือ เพื่อทรงศึกษาราชการทหารเรือ และวิธีบริหารราชการ ต่อมาในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน จึงได้ทรงย้ายไปประจำกองอาจารย์นายเรือ แผนกแต่งตำรา กรมยุทธศึกษาทหารเรือ

อย่างไรก็ตาม จากการทูลชักชวนของสมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร สมเด็จฯ พระบรมราชชนก ได้ทรงหันเหความสนพระทัย มาทางด้านการแพทย์และการสาธารณสุข อันเป็นสาขาวิชาที่ประเทศไทยในเวลานั้น ยังขาดแคลนบุคลากร ดังนั้น หลังจากทรงรับราชการในกระทรวงทหารเรือ เป็นระยะเวลา 9 เดือน 18 วัน พระองค์ก็ได้กราบถวายบังคมลาออกในเดือนมกราคม พ.ศ. 2458 และได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปทรงศึกษาต่อวิชาการสาธารณสุขและวิชาแพทย์ ซึ่งเป็นวิชาพลเรือนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา อันเป็นประเทศที่จะมีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศไทย ในเวลาต่อมาอีกยาวนาน


สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร
(60 ปี แห่งความร่วมมือฯ น.5)

          3.1 ภูมิหลังความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา

          มิชชันนารีชาวอเมริกัน ได้เริ่มเข้ามาเผยแพร่คริสต์ศาสนาหลายคณะ ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา และมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปรากฏว่ามีมิชชันนารีอเมริกันรวมกันประมาณเกือบ 300 คน มิชชันนารีเหล่านี้มีส่วนอย่างมากในการพัฒนาวิทยาการด้านต่างๆ ให้แก่ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการแพทย์และการศึกษา


ดร.ฟรานซิส บี แซร์ (Dr. Francis B. Sayre) ที่ปรึกษาชาวอเมริกันที่ช่วยดำเนินการเจรจาแก้ไขสนธิสัญญา
ที่ไม่เป็นธรรมให้แก่ประเทศไทย จนได้รับพระราชทานแต่งตั้งเป็น "พระยากัลยาณไมตรี"
(http://en.wikipedia.org/wiki/Image:
Francis_B_Sayre_15346r.jpg)
ความสำคัญของชาวอเมริกันในประเทศไทย ยังมีอีกประการหนึ่งคือ การดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนเป็นตำแหน่งที่ปรึกษาราชการฝ่ายต่างประเทศ ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งพิเศษที่เริ่มมีขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2435 โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงแต่งตั้งชาวต่างประเทศ ที่มีความสามารถให้ดำรงตำแหน่งนี้ เพื่อเป็นกำลังสำคัญ ในการวางแผนดำเนินนโยบายที่เกี่ยวข้องกับกิจการต่างประเทศ ซึ่งปรากฏว่าชาวอเมริกันได้รับการแต่งตั้งมาโดยตลอด ยกเว้นที่ปรึกษาราชการแผ่นดินคนแรกที่เป็นชาวเบลเยี่ยมเท่านั้น เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ไม่ได้แสดงว่า ต้องการแผ่ขยายลัทธิจักรวรรดินิยมในไทย เช่นเดียวกับมหาอำนาจหลายชาติในยุโรป นอกจากนี้แล้ว ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ที่อยู่ในประเทศไทย ก็เป็นผู้ที่มีอัธยาศัยสุภาพ ไม่ถือตนว่าเหนือกว่าชาวเอเชีย และบรรดาที่ปรึกษาชาวอเมริกันเหล่านี้เอง ที่จะมีบทบาทอย่างมาก ในการเจรจาแก้ไขยกเลิกสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ที่ประเทศมหาอำนาจเคยทำไว้กับไทยในอดีต

ในด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกานั้น นอกจากจะมีการติดต่อค้าขายกันตามปรกติแล้ว รัฐบาลไทยยังได้ให้สัมปทานในกิจการต่างๆ แก่สหรัฐอเมริกา เช่น กิจการเดินรถรางในพระนคร กิจการไฟฟ้า กิจการเหมืองแร่ ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือกิจการน้ำมัน ซึ่งบริษัทสแตนดาร์ดออยส์แห่งนิวยอร์ก (Standard Oils of New York) ได้นำสินค้าประเภทน้ำมันก๊าดและน้ำมันหล่อลื่นเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และต่อมาในสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัฐบาลไทยได้อนุญาตให้บริษัทเช่าที่ที่ภูเก็ตเป็นระยะเวลา 20 ปีอีกด้วย

จะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยและอเมริกาเป็นไปด้วยดีมาตลอด และเมื่อสมเด็จฯ พระบรมราชชนกเสด็จไปทรงศึกษาวิชาการแพทย์และสาธารณสุขที่สหรัฐอเมริกา ก็จะเป็นการเพิ่มความสัมพันธ์อันดีมากยิ่งขึ้น โดยพระองค์จะทรงได้ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ ดังที่จะกล่าวถึงต่อไป

      3.2 สมเด็จฯ พระบรมราชชนกกับการทรงศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา

         เมื่อสมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงตัดสินพระทัยจะเสด็จศึกษาต่อในด้านการแพทย์และการสาธารณสุข ทรงปรึกษากับดร. ฟรานซิส บี. แซร์ (Dr. Francis B. Sayre) หรือพระยากัลยาณไมตรี ที่ปรึกษาราชการชาวอเมริกัน และทรงเลือกที่จะศึกษาวิชาเตรียมแพทย์ ที่โรงเรียนแพทย์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทรงออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ในวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2459 โดยใช้เส้นทางผ่านสิงคโปร์ ตรงไปฮ่องกงเพื่อเปลี่ยนเรือเป็นเรือพระที่นั่ง "เทนโยมารู" ก่อนจะเสด็จแวะที่ญี่ปุ่น และเดินทางต่อไปยังสหรัฐอเมริกา

เรือพระที่นั่งเทนโยมารู แล่นถึงญี่ปุ่นในปลายเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2459 สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงแวะลงประพาสเมืองโยโกฮามา โกเบ และโตเกียว โดยในระหว่างที่ประทับอยู่ในญี่ปุ่น หนังสือพิมพ์ของญี่ปุ่นได้ให้ความสนใจและลงข่าวเกี่ยวกับพระองค์หลายฉบับ บางฉบับก็ชื่นชมในพระปรีชาสามารถทางด้านภาษาของพระองค์ โดยได้ลงข่าวว่า

…แต่มาคราวนี้เปนการปิดบัง ไม่ขอให้มีการต้อนรับเอกเกริกเลย พระองค์ท่านพระชนมายุ 24 ปี ทรงพูดภาษาอังกฤษ, ฝรั่งเสศ, เยอรมันแลรัสเซียได้ชำนาญคล่องดี…

นายแพทย์ชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งที่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าสมเด็จฯ พระบรมราชชนกได้เล่าให้นักข่าวฟังว่าในทำนองเดียวกันว่า

…ข้าพเจ้าจำได้ว่าพระองค์ท่านมีพระชนมายุได้ 24 ปี สติปัญญาเฉลียวฉลาดมาก… คนไทยชั้นสูงๆ มักจะพูดภาษาต่างประเทศได้คล่องแคล่ว แต่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอองค์นี้พูดภาษาอังกฤษ, ฝรั่งเศส, แลเยอร์มันได้คล่องแคล่วชำนาญดีที่สุด…

หนังสือพิมพ์อีกฉบับหนึ่งได้ลงข่าวเกี่ยวกับพระปรีชาทางด้านการทหารเรือ เมื่อพระองค์เสด็จไปทอดพระเนตรอู่ต่อเรือของนายคาวาซากิที่โกเบว่า "…ดูเห็นว่าพระองค์ท่านซึมทราบเข้าพระทัยในการนี้ต่างๆ ดี ทรงรับสั่งถามอย่างละเอียดลออ…"

นอกจากนี้หนังสือพิมพ์บางฉบับยังได้บันทึกถึงพระราชอิริยาบทของสมเด็จฯ พระบรมราชชนกไว้ด้วยว่า "…เมื่อเสด็จประทับอยู่ในเรือ มีอาการสนุกพอพระทัยอยู่เป็นนิตย์ ไม่ได้แสดงความระอิดระอาอะไรเลย…" แสดงให้เห็นถึงการวางพระองค์ได้อย่างเหมาะสม ในฐานะที่ทรงเป็นเจ้านายแห่งราชวงศ์ไทย

สมเด็จฯ พระบรมราชชนก ทรงเดินทางโดยเรือพระที่นั่งออกจากญี่ปุ่นในวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2459 เรือแล่นต่อไปยังฮอนโนลูลู เกาะฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา และ ณ ที่นี้ ได้เกิดเหตุการณ์ที่เป็นข้อพิสูจน์ถึงน้ำพระทัยอันดีงามของพระองค์อีกเหตุการณ์หนึ่ง กล่าวคือ เมื่อเรือพระที่นั่งจอดเทียบท่าแล้ว สมเด็จฯ พระบรมราชชนกเสด็จขึ้นฝั่งก่อนหน้าที่เจ้าพนักงานฝ่ายไทย จะนำหนังสือเดินทางตามมา นายด่านภาษีของฮอนโนลูลูไม่ทราบว่าพระองค์เป็นใคร เข้าใจผิดว่าเป็นคนญี่ปุ่นที่ไม่มีหนังสือเดินทาง จึงห้ามไม่ให้พระองค์ผ่านด่าน เนื่องจากในขณะนั้น สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นกำลังมีเรื่องขัดแย้งกันอยู่ ในระหว่างที่เจรจากันนั้น นายด่านภาษีของฮอนโนลูลูได้แสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสม และเกิดความชุลมุนขึ้นเล็กน้อย แต่พระองค์ไม่ทรงถือโกรธ ทั้งยังมิได้ทรงแจ้งเรื่องดังกล่าวให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายไทยที่ตามเสด็จรับรู้ จนกระทั่งสื่อมวลชนอเมริกันที่เห็นเหตุการณ์นำข่าวไปลงในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น และข่าวจากหนังสือพิมพ์นี้ได้แพร่ไปถึงรัฐบาลไทย ตามหัวข้อพาดหัวข่าว "Siam Angry at Insult to Prince" ในเนื้อข่าวลงว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พระยาประภากรวงษ์ อัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. จะกล่าวร้องแก่รัฐบาลอเมริกัน เพื่อให้รับผิดชอบต่อการหมิ่นพระเกียรติ แต่สมเด็จฯ พระบรมราชชนกได้ทรงห้ามไว้และตรัสแก่นักข่าวท้องถิ่นว่า "…Don't be disturbed… We will not declare war over this. It was a mistake, and I hope my assailant will not lose his position…"

เมื่อทอดพระเนตรข่าวหนังสือพิมพ์ดังกล่าว สมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงษ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศจึงได้ทรงสอบถามไปยังสมเด็จฯ พระบรมราชชนกว่าข่าวที่ลงนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ในพระราชหัตถเลขาตอบกลับ พระองค์ทรงรับว่าเป็นความจริง แต่รับสั่งว่า

...หม่อมฉันไม่ได้เล่าให้ทูตฟังเลย เพราะเห็นว่าไม่สำคัญอันใด... ทราบแน่ได้ว่าเขาไม่ได้มุ่งร้ายอันใด แลรัฐบาลอะเมริกา ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดพอที่จะทำให้เปนเหตุใหญ่... จนบัดนี้ก็ไม่ได้มีความรู้สึกเลยว่า อะเมริกันคนใดคนหนึ่งไม่ประพฤตตนดีต่อคนไทย

การปฏิบัติพระองค์ของสมเด็จฯ พระบรมราชชนกครั้งนี้ นับเป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญ เพราะแสดงถึงพระเมตตาที่ทรงมีต่อนายด่านที่แสดงกิริยาไม่เหมาะสมต่อพระองค์ ดังที่พระยาประภากรวงษ์ได้เล่าไว้ในภายหลังว่า "...ทรงสงสาร เห็นว่าถ้าจะว่าขานเอาถ้อยความกันแล้ว นายด่านก็คงจะถูกทำโทษ..." นอกจากนี้ยังทรงถือเอาความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาก่อนเรื่องส่วนพระองค์ ทรงไม่มีพระราชประสงค์ที่จะให้เกิดความบาดหมางกันระหว่างรัฐบาลสองประเทศ ซึ่งทางรัฐบาลอเมริกันก็ได้แสดงไมตรีตอบแทนด้วยการจัดการต้อนรับพระองค์เป็นอย่างดี ดังที่ทรงเล่าต่อไว้ในพระราชหัตถเลขาฉบับเดียวกันว่า

...ได้พบท่านเปรสิเดน (ประธานาธิบดี) ด้วย การรับรองดีมาก เราไม่ได้ไปขอเขาเลย เขาถามมาเองว่าหม่อมฉันอยากพบท่านเปรสิเดนหรือไม่ ...เมื่อหม่อมฉันไปพูดหรือบรรยายในสถานที่ใด ในเรื่องใด เขาก็ลงหนังสือพิมพ์ติชมด้วยคำอันอ่อนหวาน ดูเปนที่พอใจของเขามากที่เราไม่ได้ถือตัว...

ในระหว่างที่ทรงศึกษาอยู่ที่สหรัฐอเมริกา สมเด็จฯ พระบรมราชชนกได้ทรงหยุดพักการศึกษาไว้เป็นการชั่วคราวระยะหนึ่งหลัง พ.ศ. 2464 เนื่องจากรัฐบาลไทยได้ทูลขอให้ทรงรับพระราชกรณียกิจที่สำคัญ คือการดำรงตำแหน่งเป็นองค์ผู้แทนของกระทรวงศึกษาธิการ ติดต่อประสานงานขอความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาการศึกษาและการแพทย์สาธารณสุขของไทยจากองค์กรที่มีชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกา ซึ่งรู้จักกันในชื่อมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation)

 
 
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |


มูลนิธิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
 
สำนักงานมูลนิธิฯ : - อาคารมูลนิธิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
( อาคารภายในบริเวณวัดปทุมวนาราม)
๙๖๙ ถนนพระราม ๑ แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กทม. ๑๐๓๓๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๕๔-๒๕๔๕-๖ โทรสาร ๐-๒๖๕๘-๑๙๘๕