| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |
 

สมเด็จฯ พระบรมราชชนกกับการต่างประเทศ

        2.2 สมเด็จฯ พระบรมราชชนกในเยอรมนี

           หลังจากทรงจบการศึกษาระดับนายร้อยชั้นต้นที่เมืองปอตสดัมใน พ.ศ. 2452 แล้ว สมเด็จฯ พระบรมราชชนก ทรงเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนนายร้อยชั้นสูงโกรสลิชเตอร์เฟลด์ อันเป็นโรงเรียนเดียวกันกับที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ทรงเคยศึกษาอยู่ ในระหว่างนี้เองที่ทรงเริ่มหันมาสนพระทัยวิชาการทหารเรือ และใน พ.ศ. 2454 ขณะที่กำลังทรงศึกษาปีสุดท้ายอยู่ในโรงเรียนนายร้อยชั้นสูง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พระองค์ ย้ายการศึกษาจากด้านทหารบกเป็นทหารเรือแทน พร้อมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศนายเรือตรีแห่งราชนาวีไทยแก่พระองค์ด้วย

ดังนั้นหลังจากทรงสำเร็จวิชานายร้อยชั้นสูงแล้ว สมเด็จฯ พระบรมราชชนก จึงทรงสอบเข้าศึกษาวิชาการทหารเรือที่โรงเรียนนายเรือ เฟลนส์บูร์ก มุรวิก ณ ประเทศเยอรมนี ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2454 โดยในเดือนเดียวกันนั้นเอง จักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้สมเด็จฯ พระบรมราชชนกเป็นนายเรือตรี ที่อายุน้อยที่สุดของจักรพรรดินาวีเยอรมัน พร้อมทั้งทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ทรงอินทรธนู ตราหน้าหมวก และมีดเหน็บมีพู่ อันเป็นเครื่องยศนายทหารเรืออย่างเจ้านายเยอรมัน ซึ่งไม่เคยพระราชทานให้เจ้านายประเทศอื่นใดมาก่อน นับเป็นพระเกียรติยศอย่างสูงแก่ประเทศไทย สมเด็จฯ พระบรมราชชนก ทรงได้รับการฝึกทั้งภาคทฤษฎี และภาคสนามที่โรงเรียนนายเรือเฟลนส์บูร์ก มุรวิก ร่วมกับนักเรียนนายเรือเยอรมันอย่างหนักเป็นเวลา 6 สัปดาห์ แล้วจึงทรงร่วมพิธีสาบานธงของนักเรียนนายเรือ ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2455


ไปรษณียบัตรรูปถ่ายห้องที่ประทับที่เมืองปอตสดัม มีลายพระหัตถ์กำกับว่า
"ส่งรูปห้องที่หม่อมฉันอยู่มาถวาย คิดถึง มหิดล"
(ไปรษณียบัตรเจ้าฟ้า น.160)

ตลอดช่วงที่สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงศึกษาการทหารชั้นต้นและชั้นสูงอยู่ในเยอรมนี ทรงได้รับพระกรุณาจากจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 อย่างมากไม่ต่างไปจากครั้งเมื่อพระเชษฐา คือสมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ประทับอยู่ จักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 ทรงรับเป็นธุระจัดหาพระอภิบาลดูแลการศึกษาให้ และทรงเชิญสมเด็จฯ พระบรมราชชนกเข้าร่วมในงานพระราชพิธีต่างๆ ร่วมกับเจ้านายในราชวงศ์อยู่เสมอ เช่น ใน พ.ศ. 2451 เมื่อสมเด็จฯ พระบรมราชชนกเสด็จมาทรงศึกษาอยู่ในเยอรมนีได้เพียง 1 ปี ก็ทรงได้รับเชิญให้ทอด

 
 

พระเนตรการฝึกซ้อมทหารกองรักษาพระองค์ประจำฤดูใบไม้ร่วง ณ กรุงเบอร์ลิน อันมีเจ้านายในพระราชวงศ์ทั้งของเยอรมนีและประเทศอื่นๆ เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก เป็นโอกาสให้พระองค์ทรงได้เข้าเฝ้าจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 ดังที่ทรงมีพระราชหัตถเลขากราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า


ทรงเครื่องแบบนักเรียนนายเรือเยอรมันประดับอินทรธนู
ตราหน้าหมวก และมีดเหน็บพู่อย่างเจ้านายเยอรมัน
(เจ้าฟ้าทหารเรือ น.9)

เอกสารลงลายพระหัตถ์ของจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2
แห่งเยอรมนี พระราชทานพระบรมราชานุญาต
ให้สมเด็จฯ พระบรมราชชนก
ทรงเข้าเป็นนักเรียนนายเรือในกองทัพราชนาวีเยอรมัน
(เจ้าฟ้าทหารเรือ น.2)


…ครั้นเสร็จการสวนสนามแล้ว ผู้บังคับการนำเฝ้า เอมเปอเรอทรงม้าแลทรงเครื่องทหารม้าสวมเกราะ แลได้รับสั่งถามผู้บังคับการว่าข้าพระพุทธเจ้าพูดภาษาอะไร พอผู้บังคับการทูลว่าภาษาเยอรมัน ก็ทรงพระสรวลแลรับสั่งถามว่าที่นี่สบายดีหรือ หวังพระไทยว่าจะชอบ แล้วประทานพระหัตถ์…

ในงานพิธีเดียวกันนี้พระองค์ยังทรงมีโอกาสได้มีพระราชปฏิสันถาร กับพระราชวงศ์เยอรมันพระองค์อื่นๆ และพระราชวงศ์กรีกที่ทรงมาร่วมงานด้วย


ไปรษณียบัตรทรงส่งจากเยอรมนีถึงพระเชษฐภคินีปี พ.ศ.2453 มีลายพระหัตถ์ตอนหนึ่งว่า
"วันนี้จะไปหาดุ๊กโยฮันอาลเบรชต์ เพราะท่านอยู่ใกล้ที่นี่ ดีใจมากที่จะได้เฝ้าในเร็วๆ นี้"
(ไปรษณียบัตรเจ้าฟ้า น.205)

สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงเอาพระทัยใส่ ในการทำความรู้จักกับเจ้านายต่างประเทศอยู่เสมอ เพื่อประโยชน์ต่อการเชื่อมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ครั้งหนึ่งในช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับพิธีสวนสนามที่เบอร์ลิน ทรงทราบข่าวจากไทยว่าดุ๊กโยฮันอาลเบรชต์ (Duke Johann Albrecht) ผู้ปกครองรัฐบรันสวิก (Braunschweig) ของเยอรมนีได้เสด็จเยือนกรุงเทพฯ พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริที่จะเสด็จไปเข้าเฝ้าเจ้านายพระองค์นี้ เมื่อเสด็จกลับมายังเยอรมนี เพื่อเป็นการตอบแทนพระราชไมตรีและ "เพื่อที่จะได้รู้จักกันต่อไปภายน่า ท่านจะได้นำให้รู้จักเจ้านายอื่นๆ…" ดังนั้นใน พ.ศ. 2453 พระยาศรีธรรมสาส์น อัครราชทูตประจำกรุงเบอร์ลิน จึงสนองพระราชดำริ ด้วยการจัดให้ทรงได้รับเชิญไปเข้าเฝ้าดุ๊กโยฮันอาลเบรชต์ ที่บรันสวิก ซึ่งทางดุ๊กก็ทรงจัดการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ ด้วยการเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ และเชิญเสด็จไปทอดพระเนตรละครโอเปรา ทำให้สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงรู้จักกับดุ๊กองค์นี้ และในเวลาต่อมาจะทรงมีความสนิทสนมคุ้นเคย จนกระทั่งได้รับเชิญเสด็จไปประทับที่บรันสวิกอยู่บ่อยครั้ง
ในช่วงพักระหว่างภาคการศึกษาแต่ละปี สมเด็จฯ พระบรมราชชนกมักจะเสด็จแปรพระราชฐาน ไปยังเมืองและประเทศต่างๆ เพื่อทรงเยี่ยมเยือนสถานที่ และทำความรู้จักกับบุคคลสำคัญในแต่ละประเทศ ดังตัวอย่างในช่วงพักปิดภาคการศึกษาเดือนตุลาคมพ.ศ. 2454 พระองค์ได้เสด็จประพาสประเทศเดนมาร์ก และทรงได้เข้าเฝ้าเจ้าชายวาลเดมาร์ (Prince Valdemar) พระราชอนุชาพระเจ้าเฟรเดอริคที่ 8 (Frederik VIII) แห่งเดนมาร์ก โดยทรงมีพระราชดำริว่าเพื่อ "…ให้คุ้นเคยไว้สำหรับราชการต่อไปข้างน่า…" การเสด็จครั้งนี้แม้เป็นการส่วนพระองค์ แต่เจ้าชายวาลเดมาร์ก็ทรงจัดการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ โดยทรงเชิญสมเด็จฯ พระบรมราชชนกไปประทับที่พระราชวังฤดูร้อนแบนสตอร์ฟ (Bernstorff) ณ กรุงโคเปนเฮเกน และทรงร่วมเสวยพระกระยาหารค่ำกับพระเจ้าเฟรเดอริคที่ 8 ด้วย นอกจากนี้ในระหว่างที่ประทับอยู่ที่เดนมาร์ก ยังได้ทรงพบกับเจ้านายชั้นสูงจากประเทศต่างๆ อีกหลายพระองค์ ได้แก่ จักรพรรดินีแห่งรัสเซีย สมเด็จพระนางเจ้าอเล็กซานดรา (Alexandra) แห่งอังกฤษ และกษัตริย์แห่งกรีซ เป็นต้น ทำให้พระองค์ทรงได้คุ้นเคยกับเจ้านายเหล่านี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากในเวลาต่อมา เมื่อทรงเป็นผู้แทนพระองค์เสด็จในวาระพิธีต่างๆ

ทางด้านการศึกษา หลังจากทรงร่วมพิธีสาบานธงของนักเรียนนายเรือแล้ว สมเด็จฯ พระบรมราชชนก ได้ทรงเริ่มการฝึกภาคทางทะเลในเรือหลวงวิคตอเรีย หลุยส์ (S.M.S. Victoria Louis) ซึ่งออกเดินทางจากโรงเรียนนายเรือไปยังเมืองคีล (Kiel) เข้าสู่มหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อมุ่งหน้าไปสู่ยุโรปตะวันตก อเมริกาเหนือ อเมริกากลาง หมู่เกาะอินดิสตะวันตก แล้วจึงเดินทางกลับ รวมระยะเวลาทั้งหมดประมาณ 10 เดือน เพื่อให้นักเรียนนายเรือ ได้ฝึกหัดทั้งขณะที่เรือกำลังออกปฏิบัติการในทะเลและขณะที่เรือจอด


เจ้าชายวาลเดมาร์แห่งเดนมาร์ก
(http://worldroots.com/brigitte/
gifs11/valdemardenmark1858.jpg)


พระเจ้าเฟรเดอริคที่ 8 แห่งเดนมาร์ก
(http://i.c.dk/pics/3/9/7/28793/
org.jpg จาก http://www.geocities.com/
henrivanoene/gendenmark.html)



ภาพเรือหลวงวิคตอเรีย หลุยส์
บนไปษณียบัตรที่ทรงส่งให้พระสหาย
(ไปรษณียบัตรเจ้าฟ้า รูปที่ 208)

ในระหว่างทรงฝึกภาคทางทะเลในเรือหลวงวิคตอเรีย หลุยส์ นี้ นอกจากที่สมเด็จฯ พระบรมราชชนก จะต้องทรงฝึกการทหารตามหลักสูตรทหารเรือเยอรมันแล้ว ยังทรงต้องปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการต่างประเทศ ไปในเวลาเดียวกันด้วยในฐานะเจ้านายแห่งประเทศไทย นับตั้งแต่เดือนแรกที่ทรงลงฝึกในเรือหลวงวิคตอเรีย หลุยส์ กล่าวคือ ระหว่างที่เรือจอดพักที่เมืองคีล มีข่าวประกาศออกมาว่าพระเจ้าเฟรเดอริคที่ 8 แห่งเดนมาร์กเสด็จสวรรคต เรือหลวงวิคตอเรีย หลุยส์ จึงเปลี่ยนเส้นทางไปยังบริเวณน่านน้ำ ที่เรืออัญเชิญพระบรมศพจะแล่นผ่าน เพื่อให้นักเรียนนายทหารเรือทั้งหมด ได้ทำความเคารพพระบรมศพร่วมกัน แต่สำหรับสมเด็จฯ พระบรมราชชนกนั้น พระองค์ทรงมีพระราชกรณียกิจเพิ่มเติม ที่จะต้องเสด็จในฐานะผู้แทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปทรงร่วมงานพระราชพิธีอย่างเป็นทางการที่กรุงโคเปนเฮเกนด้วย จึงต้องทรงลาพักจากการฝึกเพื่อเสด็จไปร่วมงานที่โบสถ์โรสคิลเด (Roskilde) อันมีเจ้านายราชวงศ์อื่นเสด็จร่วมด้วยอีกเป็นจำนวนมาก


พระบรมวงศานุวงศ์เดนมาร์กและผู้แทนประเทศต่างๆ
เข้าร่วมในพระราชพิธีพระบรมศพพระเจ้าเฟรเดอริคที่ 8 ณ กรุงโคเปนเฮเกน
สมเด็จฯ พระบรมราชชนกประทับด้านขวาสุดของภาพ
(เจ้าฟ้าทหารเรือ น.45)


พระราชวงศ์จากประเทศต่างๆ ที่เสด็จเข้าร่วมพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก
ปีพ.ศ.2455 ณ กรุงสตอกโฮล์ม


ภาพโรงเรียนเฟลนบูร์ก มุรวิก บนไปรษณียบัตร
มีลายพระหัถต์รูปกากบาททางด้านซ้าย
ระบุว่า "ห้องอยู่" คือห้องที่ประทับ
(เจ้าฟ้าทหารเรือ น.121)


คำแปลรายงานผลการศึกษา
ที่โรงเรียนนายเรือ ปีพ.ศ.2457
(เจ้าฟ้าทหารเรือ น.141)

ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2455 เรือหลวงวิคตอเรีย หลุยส์ แล่นตามเส้นทางมาถึงกรุงสตอกโฮล์ม (Stockholm) เมืองหลวงของประเทศสวีเดนและได้แวะจอดที่นี่หลายวัน ระหว่างนั้นสมเด็จฯ พระบรมราชชนก ทรงได้รับเชิญให้เข้าร่วมเสวยพระกระยาหาร กับสมเด็จพระราชาธิบดีและพระราชินีสวีเดนหลายครั้ง โดยสมเด็จพระราชาธิบดี ทรงนำชมพระราชวังฤดูร้อนและสวนของพระราชวัง รวมทั้งทรงเชิญสมเด็จฯ พระบรมราชชนกเสด็จลงเรือตอร์ปิโด เพื่อชมทิวทัศน์ทางน้ำด้วยพระองค์เอง นอกจากนี้ในช่วงเวลาเดียวกัน กรุงสตอกโฮล์มได้เป็นเจ้าภาพจัดงานแข่งขันกีฬาโอลิมปิก สมเด็จฯ พระบรมราชชนก ก็ทรงได้รับเชิญเสด็จไปเข้าร่วมพิธีเปิดงาน ร่วมกับเจ้านายพระราชวงศ์ชั้นสูง จากหลายประเทศด้วยเช่นกัน โดยพระองค์ทรงเป็นเจ้านายไทยพระองค์แรก ที่ได้เสด็จเข้าร่วมพิธีนี้ สมเด็จฯ พระบรมราชชนก ทรงมีพระสติปัญญาเฉลียวฉลาด สามารถเรียนได้ไว และดีเป็นพิเศษเช่นเดียวกับพระเชษฐา คือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ ซึ่งเคยทรงมีผลการศึกษาในระดับดี ถึงขั้นที่จักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 ทรงชมเชยมาก่อนแล้ว ผลการศึกษาของสมเด็จฯ พระบรมราชชนก อยู่ในระดับยอดเยี่ยมเกือบทุกครั้งที่มีการจัดสอบต่างๆ เช่น ในการสอบไล่ของ โรงเรียนนายร้อยชั้นสูงโกรสลิชเตอร์เฟลด์ใน พ.ศ. 2454 ก็ทรงทำคะแนนได้ดีกว่านายทหารอื่นๆ ดังมีปรากฏในเอกสารของทางประเทศไทยที่บันทึกไว้ว่า

...สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานครินทร์ฯ ได้ทรงทำ การสอบไล่วิชาเฟนริก ณ โรงเรียนนายร้อยชั้นสูงของเยอรมันสำเร็จแล้ว คือ ทรง ได้คะแนนแต้มตามหลักสูตรเรียกอย่างเยอรมันว่า "Sehr gut" พิเศษ ซึ่งปกติได้ โดยการเขียนแล แต่งเรียงคำถาม ได้อย่างดี ไม่ต้องสอบปาก การที่ทรงสอบได้ เช่นนี้นับว่าเป็นแต้มชั้นสูง ถึงนักเรียนเยอรมันเองก็ไม่ใคร่จะทำได้... ทำให้ มีผู้ชมเชยมากที่พระองค์ เป็นนักเรียนไทยคนแรกที่ทำการสอบไล่ได้แต้มเช่นนี้...

ระดับผลการศึกษาของสมเด็จฯ พระบรมราชชนกคงอยู่ในเกณฑ์ยอดเยี่ยมเรื่อยมา ตลอดการศึกษาในประเทศเยอรมนี จนกระทั่งในการสอบครั้งสุดท้ายคือ ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2457 ก็ทรงสอบผ่านด้วยคะแนนสูงเช่นเคย ดังที่ปรากฏในรายงานการศึกษาที่จักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 ทรงแสดงความยินดีและให้แจ้งมายังประเทศไทย โดยสรุปแล้ว ในช่วงที่สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงศึกษาอยู่ในประเทศเยอรมนี ทรงปฏิบัติพระองค์ เป็นเสมือนทูตเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ ทั้งระหว่างประเทศไทยกับเยอรมนี และประเทศอื่นๆ เช่น เดนมาร์ก สวีเดน อังกฤษ เป็นต้น ยิ่งไปกว่านี้ ผลการศึกษาที่ยอดเยี่ยมของพระองค์ ก็ได้สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทย ให้ชาวต่างประเทศได้เห็นความสามารถของคนไทย ว่ามิได้ด้อยไปกว่าชนชาติตะวันตกแต่อย่างใดเลย

 
 
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |


มูลนิธิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
 
สำนักงานมูลนิธิฯ : - อาคารมูลนิธิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
( อาคารภายในบริเวณวัดปทุมวนาราม)
๙๖๙ ถนนพระราม ๑ แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กทม. ๑๐๓๓๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๕๔-๒๕๔๕-๖ โทรสาร ๐-๒๖๕๘-๑๙๘๕