| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |
 

สมเด็จฯ พระบรมราชชนกกับการต่างประเทศ

สมเด็จฯ พระบรมราชชนก ทรงเป็นเจ้านายเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงพระองค์หนึ่ง ที่ได้ใช้เวลาในพระชนม์ชีพของพระองค์ประทับอยู่ ณ ต่างประเทศเป็นระยะเวลาค่อนข้างนาน ทั้งประทับเพื่อศึกษา และเพื่อปฏิบัติพระราชกรณียกิจในด้านต่างๆ

ตั้งแต่ในสมัยที่พระองค์ยังทรงพระเยาว์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นช่วงที่ไทย ตกอยู่ภายใต้เงาคุกคามของลัทธิจักรวรรดินิยมของมหาอำนาจตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้พระปรีชาสามารถแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการต่างๆ หลายวิธีด้วยกัน และการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศมหาอำนาจตะวันตก ผ่านทางพระราชโอรสเป็นวิธีการอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับประเทศที่มีการปกครองในระบอบกษัตริย์เหมือนกัน เช่น เดนมาร์ก สวีเดน เยอรมนี และรัสเซีย เป็นต้น สำหรับสมเด็จฯ พระบรมราชชนกนั้น ทรงมีส่วนสำคัญในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย กับหลายประเทศด้วยกัน ที่สำคัญ ได้แก่สองมหาอำนาจ คือ เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา

1. แรกเริ่มทรงสัมผัสสังคมต่างประเทศ

หลังจากสมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงได้รับการศึกษาขั้นต้นในประเทศแล้ว ใน พ.ศ. 2448 ได้เสด็จไปศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ โดยประทับที่บ้านของครอบครัววีมส์ (Wemyss) ร่วมกับสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัย จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2449 จึงทรงเข้าศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนแฮร์โรว์ (Harrow) เป็นเวลาปีครึ่ง

การที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้พระราชโอรสทุกพระองค์ เข้ารับศึกษาขั้นต้นที่อังกฤษนั้น ทรงมีเหตุผลหลายประการ นอกจากประโยชน์ เรื่องการได้เรียนภาษาอังกฤษจากประเทศเจ้าของภาษาโดยตรงแล้ว จากมุมมองของไทยในขณะนั้น อังกฤษยังคงเป็นมหาอำนาจของยุโรปที่มีอิทธิพลต่อไทยมากที่สุด นอกจากนี้การให้พระราชโอรสประทับอยู่ในอังกฤษ ยังมีข้อดีอีกว่าคนอังกฤษไม่ใคร่จะใส่ใจเรื่องส่วนตัวของคนอื่น โดยเฉพาะเรื่องที่ว่าใครมีชาติกำเนิดเป็นเจ้านายจริงหรือไม่ ดังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงปรารภในพระราชหัตถเลขาที่ส่งถึงสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ ว่า "...เขาไม่สู้เอาใจดูหูใส่เรื่องเจ้านาย..." ต่างจากเมืองอื่นที่หากมีพระราชโอรสไปประทับอยู่มากแล้ว "...จะเป็นอันมีเจ้านาย เพราะมีเมียมากอไรต่างๆ..." ซึ่งอาจทำให้ภาพลักษณ์ความเป็นชาติที่มีอารยธรรมต้องมัวหมองไปด้วย ประกอบกับอังกฤษเป็นประเทศที่มีขนบธรรมเนียมเก่าแก่ ประชาชนมีความเห็นทางการเมืองไม่รุนแรง อีกทั้งยังเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จึงเหมาะอย่างยิ่งที่

 
 

จะให้พระราชโอรส ที่ยังทรงพระเยาว์ไปประทับอยู่ เพื่อปรับพระองค์ให้ทรงคุ้นเคยกับธรรมเนียมความเป็นอยู่แบบตะวันตก


ไปรษณียบัตรรูปโรงเรียนแฮร์โรว์ที่ทรงส่งถึงพระเชษฐภคินี
มีลายพระหัตถ์ว่า "ที่โรงเรียน คิดถึง มหิดล"
(มหิตลปูชา น.36)

ระหว่างที่ทรงศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงมีโอกาสได้ศึกษาภาษาตะวันตกที่สำคัญหลายภาษา เช่น ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน และในระหว่างปิดภาคการศึกษาได้เสด็จไปยังประเทศต่างๆ เพื่อทอดพระเนตรสถานที่สำคัญ และทรงทำความรู้จักคุ้นเคยกับเจ้านายต่างประเทศจำนวนหนึ่ง ประกอบกับทรงมีความสนพระทัยในประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และสถานการณ์ในประเทศของดินแดนต่างๆ ด้วย ดังนั้นประสบการณ์ทั้งหลายที่ทรงได้รับในระหว่างนี้ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุน ให้ทรงสามารถดำเนินงานด้านการต่างประเทศได้เป็นอย่างดีในเวลาต่อมา

2. สมเด็จฯ พระบรมราชชนกกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเยอรมนี

สมเด็จฯ พระบรมราชชนก ได้เสด็จไปทรงศึกษาที่ประเทศเยอรมนีครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2450 โดยทรงเข้าศึกษาวิชาทหารบกที่โรงเรียนนายร้อยชั้นต้น เมืองปอตสดัม การที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเลือกให้สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงศึกษาในเยอรมนีนั้น เป็นเพราะทรงมีพระราชประสงค์ ที่จะเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับราชวงศ์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีความสนิทสนมเป็นพิเศษ กับจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 (Wilhelm II) และได้เคยส่งพระราชโอรสมาศึกษาที่เยอรมนีแล้วก่อนหน้านี้ 2 พระองค์ ได้แก่ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต และ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร

       2.1 ภูมิหลังความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเยอรมนี

          เยอรมนีเป็นมหาอำนาจสำคัญที่ไทยต้องการผูกมิตร เพื่อเป็นการถ่วงดุลอำนาจอังกฤษและฝรั่งเศส ดังปรากฏว่า ในพระราชพิธีโสกันต์ของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ซึ่งทรงเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมารพระองค์แรกของไทย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการเป็นพิเศษ ให้อัครราชทูตเยอรมันได้เข้าร่วมในพระราชพิธีอย่างใกล้ชิด คือพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัครราชทูตถวายการเจิมแด่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศด้วย ซึ่งทำให้จักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงตอบแทนพระราชไมตรี ด้วยการพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อินทรีย์แดงและแต่งตั้งให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศเป็นอิศวินชั้นหนึ่งของเยอรมนี นับเป็นการกระชับความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศให้แน่นแฟ้นขึ้นอย่างมาก


พระรูปจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 แห่งเยอรมนี
และลายพระหัตถ์พระราชทาน
สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
(บริพัตรสุขุมพันธุ์อนุสรณ์ น.28)



สมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ ทรงเครื่องแบบ
นายทหารเยอรมัน (ขวา) พร้อมด้วยสมเด็จฯ
เจ้าฟ้าจักรพงศ์ภูวนาถ ทรงเครื่องแบบนายทหารรัสเซีย
(บริพัตรสุขุมพันธุ์อนุสรณ์ น.21)

สมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ ทรงเข้าศึกษาวิชาทหารที่โรงเรียนโกรสลิชเตอร์เฟลด์ (Grosslitchfeld) ในปลายทศวรรษ 2430 โดยทรงได้รับการต้อนรับและดูแล ทั้งในเรื่องความเป็นอย ู่และการศึกษาจากจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 เป็นอย่างดี ปรากฏว่าผลการเล่าเรียนของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์เป็นที่น่าพอใจอย่างมาก ทรงสอบเข้าชั้นเรียนที่เรียกว่าเซเลกทา (Selekta) อันเป็นชั้นเรียนสำหรับนักเรียนที่เรียนดีเป็นพิเศษได้ ตลอดเวลา 9 ปีที่ทรงศึกษาอยู่ จักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 ทรงมีความพอพระทัยและโปรดปรานสมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์มาก เนื่องจากพระปรีชาสามารถในการศึกษา และการวางพระองค์ที่เหมาะสม ถึงกับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้าร่วมกับหมู่พระราชวงศ์ในพระราชพิธีต่างๆ ตลอดจนร่วมต้อนรับพระราชอาคันตุกะสำคัญๆ เช่นเดียวกันกับเจ้านายเยอรมนีพระองค์อื่น ทั้งยังได้แต่งตั้งให้เป็นนายร้อยเอกทหารราบแห่งกองทัพบกเยอรมนี และนายทหารในกรมทหารรักษาพระองค์ด้วย

ต่อมาเมื่อสมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศสวรรคต และได้มีการสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชแทน จักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 ก็ได้ทรงเชื้อเชิญสมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ให้เสด็จไปทรงศึกษาวิชาทหารที่เยอรมนีอีกด้วย แต่เนื่องจากการส่งสยามมกุฎราชกุมารไปยังเยอรมนี อาจสร้างความเคลือบแคลงใจ ให้แก่ทั้งฝ่ายอังกฤษและฝรั่งเศสมากเกินไป พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีพระราชประสงค์ให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ ซึ่งก็ทรงเป็นพระราชโอรสที่ดำรงพระยศชั้นสมเด็จฯ เจ้าฟ้าเหมือนกันไปศึกษาที่เยอรมนีแทน

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จไปเยือนเยอรมนีอย่างเป็นทางการ ในการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่หนึ่งใน พ.ศ. 2440 พระองค์ทรงได้รับการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติจากจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 ซึ่งส่งผลให้ท่าทีของอังกฤษและฝรั่งเศส ที่มีต่อประเทศไทยเป็นไปในทางที่ดีขึ้นด้วย โดยจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 ทรงเสนอจะจัดให้มีการประชุมลงนามร่วมกันระหว่างอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และรัสเซีย ใน พ.ศ. 2442 เพื่อประกันเอกราช และบูรณภาพของไทย แม้ว่าในที่สุดข้อเสนอนี้จะตกไปก็ตาม

ในด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่ พ.ศ. 2441 เป็นต้นมา เยอรมนีมีนโยบายสนับสนุนการขยายตลาดและการลงทุนในตะวันออกไกล และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของเยอรมนีกับประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นในด้านการธนาคาร หรือการตั้งบริษัทขนส่งสินค้าทางเรือที่เข้ามามีบทบาทในภูมิภาคนี้แข่งกับอังกฤษและฝรั่งเศส นอกเหนือไปจากด้านเศรษฐกิจแล้ว เยอรมนียังให้ความช่วยเหลือด้านการไปรษณีย์และการรถไฟแก่ประเทศไทยอย่างมากด้วย


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉายพร้อมพระราชโอรสขณะเสด็จเยือนเยอรมนี
ในระหว่างการประพาสยุโรปครั้งที่ 2 พ.ศ.2450
สมเด็จฯ พระบรมราชชนกประทับแถวหน้า พระองค์ที่ 4 จากทางขวา
(มหิตลปูชา น.38)

ด้วยความสัมพันธ์อันดีของไทยและเยอรมนีทั้งในระดับรัฐบาลและระดับราชวงศ์นี้เอง ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนเยอรมนีอีกครั้งหนึ่งในระหว่างการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2450 ซึ่งทรงได้พบและมีพระราชปฏิสันถารกับจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 พร้อมสมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ ในโอกาสนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทูลจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 ว่าทรงได้ตัดสินพระทัยจะส่งสมเด็จฯ พระบรมราชชนกซึ่งในขณะนั้นดำรงพระยศเป็นสมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช มาศึกษาวิชาทหารที่เยอรมนีอีกพระองค์หนึ่ง ดังปรากฏในพระราชนิพนธ์เรื่อง "ไกลบ้าน" ว่า

...เอมเปอเรอพาพ่อไปให้พักที่ห้อง... ซึ่งได้จัดไว้โดยเรียบร้อยอย่างดี อยู่ ข้างจะเล่นหัวหยอกเอินกับบริพัตรมาก เปนเจ้าเข้าเจ้าของทีเดียว พ่อได้ทูลว่าจะ ส่งลูกแดงมาถวายอีก รับแขงแรง ยังซ้ำไปกระซิบบริพัตรให้คิดอ่านเตือนพ่อให้ ตกลงส่งเสียเรวๆ จะได้หาครูบาอาจารย์ให้สอน บรรดานักเรียนทหารอยู่ข้างจะ โปรดปรานมาก เอาเปนธุระจริงๆ กำชับแล้วกำชับเล่าให้ส่งมาอีก...

ด้วยเหตุนี้เอง สมเด็จฯ พระบรมราชชนกจึงได้เสด็จมายังประเทศเยอรมนีเพื่อศึกษาต่อ ในปีเดียวกัน

 

 
 
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |


มูลนิธิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
 
สำนักงานมูลนิธิฯ : - อาคารมูลนิธิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
( อาคารภายในบริเวณวัดปทุมวนาราม)
๙๖๙ ถนนพระราม ๑ แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กทม. ๑๐๓๓๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๕๔-๒๕๔๕-๖ โทรสาร ๐-๒๖๕๘-๑๙๘๕