| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |
 

พระราชประวัติสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 69 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระองค์ที่ 7 ในสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2434

พระองค์ทรงได้รับการศึกษาเบื้องต้นที่โรงเรียนราชกุมาร ในพระบรมมหาราชวัง และทรงเป็นนักเรียนนายร้อยพิเศษ เช่นเดียวกันกับพระราชโอรสพระองค์อื่นๆ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงมีพระชันษามากขึ้น ใน พ.ศ. 2448 พระองค์ได้เสด็จไปยังประเทศอังกฤษ เพื่อทรงศึกษาภาษาต่างประเทศ และเตรียมศึกษาต่อในขั้นที่สูงขึ้น จนในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2449 จึงทรงเข้าศึกษาที่โรงเรียนแฮร์โรว์ (Harrow) ในระดับมัธยมศึกษาเป็นเวลาปีครึ่ง

ต่อมา เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเยือนประเทศเยอรมนี ในระหว่างเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 พ.ศ. 2450 ทรงมีพระราชประสงค์ให้สมเด็จฯ พระบรมราชชนก ย้ายไปศึกษาวิชาการทหารบกที่ประเทศเยอรมนีตามที่จักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 (Wilhelm II) แห่งเยอรมนีทูลชักชวนเพื่อเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่าง 2 ประเทศ สมเด็จฯ พระบรมราชชนกจึงทรงเริ่มเข้าศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยชั้นต้นที่เมืองปอตสดัม (Potsdam) เป็นเวลา 2 ปี เมื่อทรงจบหลักสูตรแล้ว ได้เสด็จเข้าศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยชั้นสูงใน พ.ศ. 2454 และทรงสอบได้เป็นเฟนริช [F?hnrich] (หมายถึง นักเรียนทำการ ซึ่งก็คือผู้ที่เรียนจบหลักสูตรนักเรียนนายร้อย)

ต่อมาสมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงเปลี่ยนไปศึกษาวิชาการทหารเรือ ที่โรงเรียนนายเรือ เฟลนส์บูร์ก มุรวิก (Marineschule Flensburg M?rwik) ณ ชานเมืองเฟลนส์บูร์ก รวมระยะเวลาที่ทรงศึกษาที่นี่ทั้งสิ้น 2 ปี 4 เดือน จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2457 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จกลับประเทศไทยเนื่องจากในช่วงนั้น ประเทศไทยประกาศตัวเป็นกลาง โดยในระหว่างที่ประทับอยู่ ณ ประเทศเยอรมนี นอกเหนือจากการทรงศึกษาอย่างอุตสาหะแล้ว ยังได้ทรงปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนพระองค์ ในงานพระราชพิธีระหว่างประเทศต่างๆ ด้วย


ขณะยังทรงพระเยาว์
ก่อนเสด็จไปประเทศอังกฤษ
(มหิตลปูชา น.22)


 
 


ทรงเครื่องแบบนักเรียนนายเรือเยอรมัน
ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย
(เจ้าฟ้าทหารเรือ น.7)

หลังจากเสด็จกลับประเทศไทย ทรงเข้ารับราชการในกองทัพเรือ อย่างไรก็ตาม สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงเล็งเห็นว่า ในประเทศมีบุคลากรทางการทหารเพียงพอแล้ว แต่ขาดแคลนบุคลากรและวิทยาการทางการแพทย์ที่ทันสมัย จึงเสด็จไปศึกษาวิชาเตรียมแพทย์ที่โรงเรียนแพทย์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) เมืองเคมบริดจ์ (Cambridge) มลรัฐแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts) ประเทศสหรัฐอเมริกา และทรงสำเร็จปรีคลินิกในปี พ.ศ. 2462 จากนั้น ทรงเปลี่ยนไปศึกษาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ที่ School for Health Officer ซึ่งเป็นสถาบันร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและสถาบัน MIT (Massachusetts Institute of Technology) โดยพระองค์ทรงเริ่มเข้าศึกษาที่นี่ตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2462

ใน พ.ศ. 2463 พระองค์เสด็จกลับประเทศไทย เพื่อทรงร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และในวันที่ 10 กันยายนปีเดียวกันนี้เอง สมเด็จฯ พระบรมราชชนกได้ทรงอภิเษกสมรสกับ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซึ่งในขณะนั้นทรงเป็นนักเรียนทุนพยาบาล ในสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ที่ได้ไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา และหลังพิธีอภิเษกสมรสแล้ว ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จกลับไปสหรัฐอเมริกา โดยสมเด็จฯ พระบรมราชชนกได้ทรงศึกษาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ต่ออีก 4 เดือน ที่สถาบันเดิมจนกระทั่งทรงสำเร็จการศึกษา และได้รับประกาศนียบัตรการสาธารณสุข (Certificate of Public Health) ใน พ.ศ. 2464


ในปีเดียวกันนี้ ประเทศไทยได้ตกลงรับความช่วยเหลือด้านการศึกษาและการแพทย์ จากมูลนิธิร็อคกีเฟลเลอร์ (Rockefeller) แห่งสหรัฐอเมริกา โดยรัฐบาลไทยได้ทูลขอให้สมเด็จฯ พระบรมราชชนก ทรงเป็นผู้แทนฝ่ายไทยประสานงานกับทางมูลนิธิ ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2464 ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2466 พระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จึงได้เสด็จไปทรงงานตามที่ต่างๆ ในทวีปยุโรป เช่น กรุงลอนดอน กรุงปารีส และกรุงเบิร์น เป็นต้น ระหว่างนี้ ในขณะที่สมเด็จฯ พระบรมราชชนกประทับอยู่ ณ เมืองเอดินเบอระ (Edinburgh) ในสก๊อตแลนด์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซึ่งได้ตามเสด็จสมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพ็ชรบุรีราชสิรินธร (พระเชษฐภคินีของสมเด็จฯ พระบรมราชชนก) ไปประทับที่กรุงลอนดอน ทรงมีพระประสูติกาลสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระราชธิดา ณ สถานพยาบาลในกรุงลอนดอน ซึ่งตรงกับวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2466

ขณะเดียวกัน พระพลานามัยของสมเด็จฯ พระบรมราชชนกไม่สู้ดีนัก และคณะแพทย์ได้ถวายคำแนะนำให้เสด็จไปรักษาพระองค์ที่ทวีปยุโรป ดังนั้น ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2468 สมเด็จฯ พระบรมราชชนกพร้อมด้วยครอบครัวของพระองค์จึงได้เสด็จไปยังกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และเสด็จต่อไปยังประเทศเยอรมนี ระหว่างที่ทรงรักษาพระองค์ที่เมืองไฮเดลเบิร์ก (Heidelberg) ประเทศเยอรมนีนี้เอง สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีก็ได้ทรงมีพระประสูติกาล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระราชโอรสพระองค์แรก


สมเด็จฯ พระบรมราชชนกและ
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
(มหิตลปูชา น.73)

ต่อมาในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2469 สมเด็จฯ พระบรมราชชนกได้เสด็จไปประเทศสหรัฐอเมริกาเพียงพระองค์เดียว เพื่อทรงศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ต่อให้จบในชั้นคลินิก (ชั้นปีที่ 3) ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และในเดือนกันยายนปีเดียวกัน สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พร้อมด้วยพระราชโอรสและพระราชธิดาก็ได้ตามเสด็จไปที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้ประทับอยู่ที่ชานเมืองบอสตัน (Boston) ซึ่งไม่นานต่อมา พระราชโอรสพระองค์ที่ 2 คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ก็ได้เสด็จพระราชสมภพ ณ โรงพยาบาลเมาท์ ออเบิร์น (Mt. Auburn) เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470

(ขวา) ทรงอุ้มพระราชธิดาและพระราชโอรสพระองค์แรก
(ซ้าย) ทรงฉายกับพระราชโอรสพระองค์ที่ 2
(มหิตลปูชา น.78 และ 80)


ต้นปี พ.ศ. 2471 ก่อนการสอบ สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงมีพระอาการโรคพระวักกะ (ไต) กำเริบ แม้ผู้อำนวยการโรงเรียนแพทย์เสนอว่าจะถวายปริญญาแพทยศาสตร์ โดยไม่ต้องสอบไล่เพราะผลการศึกษาของพระองค์อยู่ในเกณฑ์ดีมาก แต่ไม่ทรงยินยอม ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2471 จึงทรงเข้าสอบไล่เช่นเดียวกับผู้อื่นเพื่อรับปริญญา (Doctor of Medicine) และปรากฏว่าผลการสอบของพระองค์อยู่ในขั้นเกียรตินิยม

ครั้นเดือนธันวาคม พ.ศ. 2471 เมื่อพระสุขภาพดีขึ้นแล้ว สมเด็จฯ พระบรมราชชนกได้เสด็จกลับประเทศไทย พร้อมด้วยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และพระราชโอรส พระราชธิดา ความจริงแล้วทรงมีพระราชประสงค์จะทำหน้าที่แพทย์ประจำบ้าน ณ โรงพยาบาลศิริราช แต่เนื่องด้วยพระอิสริยยศของพระองค์ทำให้ไม่สามารถเป็นไปตามพระราชประสงค์ได้ จึงทรงติดต่อกับโรงพยาบาลแมคคอร์มิค จังหวัดเชียงใหม่ และพระองค์ทรงปฏิบัติหน้าที่แพทย์ประจำบ้านของโรงพยาบาลแห่งนี้อย่างจริงจังและดียิ่ง

อย่างไรก็ดี สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงปฏิบัติหน้าที่แพทย์ที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิคได้เพียงไม่ถึง 3 สัปดาห์ ก็ต้องเสด็จกลับกรุงเทพมหานคร เพื่อทรงร่วมพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุ์วงศ์วรเดช และก่อนเสด็จกลับเชียงใหม่ ทรงมีพระอาการประชวร จึงได้เสด็จไปให้นายแพทย์ที่โรงพยาบาลศิริราชถวายการรักษา พระองค์ทรงพระประชวรอยู่นาน 4 เดือน จึงเสด็จสวรรคตด้วยพระโรคพระยกนะ (ตับ) อักเสบเมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2472 รวมพระชนมายุ 37 ชันษา 8 เดือน 23 วัน


พระสถูปเจดีย์ที่บรรจุพระราชสรีรางคารของสมเด็จฯ พระบรมราชชนก ณ วัดปทุมวนาราม
(มหิตลปูชา น.92)

 

 
 
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |


มูลนิธิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
 
สำนักงานมูลนิธิฯ : - อาคารมูลนิธิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
( อาคารภายในบริเวณวัดปทุมวนาราม)
๙๖๙ ถนนพระราม ๑ แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กทม. ๑๐๓๓๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๕๔-๒๕๔๕-๖ โทรสาร ๐-๒๖๕๘-๑๙๘๕