ทรงเป็นนักเรียนนายร้อยภาคพิเศษ
พ.ศ.2445 พระชันษา 11 พรรษา

สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๖๙ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระองค์ที่ ๗ ในสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๔

สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงศึกษาเบื้องต้นที่โรงเรียนราชกุมารในพระบรมมหาราชวัง พร้อมกับพระราชโอรสพระองค์อื่นๆ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนกระทั่งทรงย้ายไปประทับที่พระราชวังดุสิต พระองค์จึงได้ทรงศึกษาวิชาภาษาอังกฤษเพิ่มเติม

ใน พ.ศ. ๒๔๔๘ สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงเข้าศึกษาในโรงเรียนนายร้อยทหารบก ก่อนจะเสด็จไปศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนแฮร์โรว์ (Harrow) ประเทศอังกฤษ ใน พ.ศ. ๒๔๔๙ เป็นเวลา ๑ ปีครึ่ง

ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๕๐ ทรงย้ายไปศึกษาวิชาทหารบกที่โรงเรียนนายร้อยชั้นต้น เมืองปอตสดัม (Potsdam) ประเทศเยอรมนี เป็นเวลา ๒ ปี และเมื่อทรงสำเร็จการศึกษาแล้ว ได้ทรงเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนนายร้อยชั้นสูงที่ตำบลโกรส ลิชเตอร์เฟลเด้ (Groß Lichterfelde) ใกล้กรุงเบอร์ลิน (Berlin) จนสามารถสอบได้เป็นเฟนริช (Fähnrich) (นักเรียนทำการ ซึ่งก็คือผู้ที่เรียนจบหลักสูตรนักเรียนนายร้อย) ใน พ.ศ. ๒๔๕๔

หลังจากนั้น ทรงมีพระราชประสงค์จะเปลี่ยนไปศึกษาวิชาทหารเรือแทนทหารบก ในพ.ศ. ๒๔๕๔ ทรงเริ่มศึกษาวิชาทหารเรือที่โรงเรียนนายเรือเฟลนส์บูร์ก มุรวิก (Marineschule Flensburg Mürwik) เมืองเฟลนส์บูร์ก (Flensburg) เป็นเวลา ๒ ปี ๔ เดือน จนสามารถสอบผ่านทั้งภาคทฤษฎีและภาคสนามตามหลักสูตรของนักเรียนนายเรือเยอรมัน ครั้นเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑ ใน พ.ศ. ๒๔๕๗ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีพระบรมราชโองการให้สมเด็จฯ พระบรมราชชนกลาออกจากจักรพรรดินาวีเยอรมันและเสด็จกลับประเทศไทย เพื่อรักษาความเป็นกลางของประเทศ เมื่อเสด็จกลับถึงประเทศไทยแล้ว สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงเข้ารับราชการประจำกองบังคับการและกรมวิชาการในกองทัพเรือตามลำดับ จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๕๙ จึงทรงลาออกจากราชการกองทัพเรือ โดยขณะนั้นทรงดำรงพระยศเป็นนายเรือเอก


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงฉายคู่กับพระราชโอรส
เมื่อคราวเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 พ.ศ. 2450


สมเด็จฯ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ทรงศึกษาที่ประเทศอังกฤษ ช่วงปิดภาคเรียนได้เสด็จไปเยี่ยมพระเชษฐา (สมเด็จฯ พระบรมราชชนก) ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี และฉายพระรูปคู่
เมื่อ พ.ศ.2451

ในเวลาใกล้เคียงกันนี้ สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงตัดสินพระทัยว่าจะทรงหันมาพัฒนาโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลศิริราช ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงเสด็จไปศึกษาวิชาเตรียมแพทย์ที่โรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard) เมืองเคมบริดจ์ (Cambridge) มลรัฐแมสซาชู-เสตต์ (Massachusetts) ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา ๑ ปี

ก่อนจะเสด็จไปศึกษาวิชาแพทย์ต่อที่ Harvard Medical School เมืองบอสตัน (Boston) อีก 2 ปี จนกระทั่งทรงสำเร็จชั้นปรีคลินิกใน พ.ศ. ๒๔๖๒


ทรงฉายคู่กับหม่อมสังวาลย์ ในงานฤดูหนาว
ณ พระราชวังสราญรมย์ พ.ศ. 2466
ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในปีเดียวกัน สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงเปลี่ยนไปศึกษาวิชาสาธารณสุขแทนวิชาแพทย์ โดยทรงเลือกศึกษาที่ School for Health Officer แต่ไม่นานนัก ก็จำเป็นต้องเสด็จกลับประเทศไทย เพื่อร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ระหว่างการเสด็จกลับประเทศไทยครั้งนี้ สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงขอพระราชทานพระบรม ราชานุญาตอภิเษกสมรสกับนางสาวสังวาลย์ ตะละภัฏ ซึ่งในรัชกาลปัจจุบัน เฉลิมพระยศเป็นสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ วังสระปทุม ในวันที่ ๑๐กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๓ หลังจากนั้นไม่นาน ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จกลับไปประเทศสหรัฐอเมริกาเนื่องจากสมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงมีพระราชประสงค์จะศึกษาวิชาสาธารณสุขต่อให้สำเร็จ และในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ พระองค์ก็ทรงได้รับประกาศนียบัตรการสาธารณสุข (C.P.H.)

ในช่วง พ.ศ. ๒๔๖๔ - ๒๔๖๖ สมเด็จฯ พระบรมราชชนก พร้อมด้วยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จประพาสยุโรปและทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเป็นองค์ผู้แทนรัฐบาล ในการเจรจาขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation) เพื่อปรับปรุงกิจการภายในโรงพยาบาลศิริราชและคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ใน พ.ศ. ๒๔๖๖ ระหว่างที่สมเด็จฯ พระบรมราชชนกประทับอยู่ที่เมืองเอดินเบอระ (Edinburgh) ประเทศอังกฤษ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีซึ่งได้ตามเสด็จสมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราช สิรินธร ไปประทับที่กรุงลอนดอน ได้ทรงมีพระประสูติกาลพระราชธิดาพระองค์แรก คือสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๖

ในปีเดียวกันพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการให้สมเด็จฯ พระบรมราชชนก พร้อมด้วยสมเด็จพระศรีนคริน-ทราบรมราชชนนีและสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ เสด็จกลับประเทศไทย โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมมหาวิทยาลัยกระทรวงธรรมการก่อนจะทรงเปลี่ยนไปรับตำแหน่งข้าหลวงตรวจการศึกษาทั่วไป ใน พ.ศ. ๒๔๖๗


ทรงอุ้มพระราชธิดาและพระราชโอรสพระองค์แรก
ณ เมือง Heidelberg เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2468


ทรงฉายกับพระราชโอรสพระองค์สุดท้อง ณ ที่ประทับ
ชานเมืองบอสตันสหรัฐอเมริกา
ก่อนเสด็จกลับประเทศไทย

ในระยะนี้ พระพลานามัยของสมเด็จฯ พระบรมราชชนกที่มีปัญหาอยู่แล้วกลับทรุดลงไปอีกพระองค์และครอบครัว จึงเสด็จไปรักษาพระองค์ที่ประเทศฝรั่งเศสและประเทศเยอรมนี ระหว่างที่ประทับอยู่ที่เมืองไฮเดลเบิร์ก (Heidelberg) ประเทศเยอรมนีนั้นเอง สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีได้ทรงมีพระประสูติกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระราชโอรสพระองค์แรก ในวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๘

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช

ในพ.ศ. ๒๔๖๙ สมเด็จฯ พระบรมราชชนกเสด็จไปประเทศสหรัฐอเมริกาเพียงพระองค์เดียว เพื่อศึกษาวิชาแพทย์ที่ทรงศึกษาค้างไว้ในชั้นคลินิก (ชั้นปีที่ ๓) ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และอีก ๑ เดือนถัดมา ครอบครัวของพระองค์ได้เสด็จตามมาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และ ณ ที่นี้ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีได้ทรงมีพระประสูติกาลพระราชโอรสพระองค์สุดท้องคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๐


โกศพระศพ สมเด็จฯพระบรมราชชนก
ประดิษฐาน ณ ท้องพระโรงวังสวนกุหลาบ

ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๑ เป็นต้นมา สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงมีพระพลานามัยเสื่อมลงตามลำดับด้วยโรคพระวักกะ (ไต) กำเริบ แต่พระองค์ก็ยังทรงมีพระอุตสาหะทรงงานอย่างหนักในปีสุดท้ายของการศึกษา จนสามารถสอบรับปริญญา Doctor of Medicine ได้ในระดับเกียรตินิยม

หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาแล้ว สมเด็จฯ พระบรมราชชนกและครอบครัวเสด็จกลับประเทศไทย โดยได้ประทับที่พระตำหนักใหม่ภายในวังสระปทุม ในเวลาต่อมา สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงมีพระราชประสงค์จะปฏิบัติหน้าที่แพทย์ในโรงพยาบาลศิริราช แต่ทรงติดขัดด้วยพระอิสริยยศ จึงทรงติดต่อโรงพยาบาลแมคคอร์มิค (Mccormick Hospital) ที่จังหวัดเชียงใหม่ และเสด็จไปปฏิบัติหน้าที่แพทย์ที่โรงพยาบาลแห่งนี้แทน

อย่างไรก็ตาม สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงปฏิบัติหน้าที่ที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิคได้เพียง ๓ สัปดาห์ ก็ต้องเสด็จกลับกรุงเทพฯ เพื่อทรงร่วมงานพระศพสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุ์วงศ์วรเดช ในระหว่างนี้ทรงมีพระอาการประชวรหนักขึ้น ถึงขั้นเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลศิริราชเป็นเวลาถึง ๔ เดือน จนกระทั่งเสด็จสวรรคตด้วยโรคพระยกนะ (ตับ) อักเสบในวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๒

 
   
 
สำนักงานมูลนิธิฯ : - อาคารมูลนิธิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
( อาคารภายในบริเวณวัดปทุมวนาราม)
๙๖๙ ถนนพระราม ๑ แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กทม. ๑๐๓๓๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๕๔-๒๕๔๕-๖ โทรสาร ๐-๒๖๕๘-๑๙๘๕