เครื่องมืออุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ของใช้ส่วนพระองค์


เครื่องเทียบสีเลือด

กล้องจุลทรรศน์


สมุดทรงงาน


นับตั้งแต่สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงตัดสินพระทัยเสด็จไปศึกษาวิชาแพทย์เป็นต้นมา แม้ขณะประทับอยู่ต่างประเทศ พระองค์ก็ได้ทรงพยายามหาทางช่วยปรับปรุงการแพทย์ไทยไปด้วยเท่าที่จะทรงทำได้ โดยทรงเน้นการพัฒนาการศึกษาแพทย์ก่อนเป็นสำคัญ เช่น การพระราชทานทุนส่วนพระองค์ให้นักเรียนแพทย์ไปศึกษาต่างประเทศ ตลอดจนทรงเอาพระทัยใส่วางแผนการศึกษา ดูแลเรื่องความเป็นอยู่ต่างๆ และทรงติดตามผลการศึกษาของนักเรียนแต่ละคนอย่างใกล้ชิด

เมื่อครั้งที่เสด็จกลับประเทศไทยในพ.ศ.๒๔๖๓ เป็นระยะเวลาสั้นๆ ก็ทรงใช้เวลาส่วนมากเสด็จไปประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช เพื่อทรงค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวเชื้อโรคบิดอะมีบา และเชื้อโรคไข้มาลาเรียที่ทรงศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในด้านการสอน พระองค์ทรงรับหน้าที่เป็นอาจารย์พิเศษ สอนวิชาว่าด้วยความเป็นอยู่อย่างธรรมดาของเนื้อหนังในร่างกาย ให้แก่นักศึกษาเตรียมแพทย์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยทรงเป็นผู้เตรียมเครื่องมือในการสอนด้วยพระองค์เอง

ช่วงเวลาใกล้เคียงกันนี้ รัฐบาลไทยมีนโยบายที่จะขยายการก่อสร้างในโรงพยาบาลศิริราช สมเด็จฯ พระบรมราชชนกได้พระราชทานเงิน ๘๐,๐๐๐ บาทเป็นค่าก่อสร้างตึกศัลยกรรมชาย และทรงรับเป็นผู้เจรจาหาที่ดินเพิ่มเติมเพื่อสร้างตึกพยาธิวิทยาของโรงพยาบาล จนสำเร็จ ต่อมายังได้ทรงบริจาคเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่มหาวิทยาลัย ทั้งนี้เพื่อให้มหาวิทยาลัยได้ใช้ดอกผลจากเงินดังกล่าว เป็นทุนส่งนักเรียนและเจ้าหน้าที่ออกไปศึกษาต่างประเทศเป็นเวลาคนละ ๔ ปีในสาขาแพทย์ เคมี ฟิสิกส์ หรือชีววิทยา อันเป็นพื้นฐานของวิชาแพทย์ และเมื่อได้เวลาที่จะเสด็จกลับไปศึกษาต่อ สมเด็จฯ พระบรมราชชนกได้ทรงคัดเลือกเจ้าหน้าที่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ที่ศิริราช ซึ่งได้ร่วมงานค้นคว้ากับพระองค์คนหนึ่ง ให้ได้รับพระราชทานทุนส่วนพระองค์ และพาตามเสด็จไปศึกษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย


ศาสตราจารย์ของมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์
และอาจารย์นักเรียนทุนพระราชทาน

อนึ่งในปี พ.ศ.๒๔๖๓ นี้ มูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ได้ส่งดร. เอ็ม. อี. บาร์นส์ (Dr. M.E. Barnes) เข้ามาเป็นผู้แทนกองการสาธารณสุขระหว่างประเทศของมูลนิธิในประเทศไทย เพื่อดำเนินการหยุดยั้งการระบาดของโรคพยาธิปากขอ ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายแน่นแฟ้นมากขึ้น ทางมูลนิธิเสนอว่าหากรัฐบาลไทยจะเชิญให้มูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ เข้ามาช่วยเหลืออย่างเป็นทางการ มูลนิธิก็จะสามารถเพิ่มความช่วยเหลือสนับสนุนให้ได้อย่างเต็มที่ ในปี พ.ศ.๒๔๖๔ รัฐบาลไทยจึงได้ตัดสินใจร่างหนังสือราชการไปยังมูลนิธิ และทางมูลนิธิก็ได้ตอบสนองโดยส่งดร.ริชาร์ด เอ็ม เพียร์ซ (Dr. Richard M. Pearce) ผู้อำนวยการฝ่ายแพทยศาสตร์ศึกษาของมูลนิธิเข้ามากรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ ๓๑ ตุลาคม ถึง ๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๔ เพื่อสำรวจดูความเป็นไปของโรงเรียนราชแพทยาลัย

ภายหลังจากที่ดร.เพียร์ซเดินทางกลับไปประมาณ ๒ เดือน จึงได้ส่งจดหมายติดต่อกลับมาว่าทางมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์เต็มใจจะร่วมมือช่วยเหลือปรับปรุงการศึกษาแพทย์ ทั้งนี้มีข้อเสนอบางประการที่จะขอความร่วมมือจากรัฐบาลไทย ทางรัฐบาลได้นำเรื่องเข้าพิจารณาร่วมกัน และในที่สุดได้ทูลขอให้สมเด็จฯ พระบรมราชชนกซึ่งกำลังทรงศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์-วาร์ด ทรงช่วยพิจารณา และรับเป็นผู้แทนเจรจา ในเรื่องความร่วมมือกับมูลนิธิสืบต่อไป ซึ่งพระองค์ก็ทรงตอบตกลงรับหน้าที่ผู้แทนที่มีอำนาจเต็มแทนเสนาบดีกระทรวงธรรมการ และได้ทรงเริ่มงานการเจรจาโดยไม่รอช้า


สมเด็จฯ พระบรมราชชนกเสด็จไปกรุงลอนดอนเพื่อประชุมหารือครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๖๔ ร่วมกับดร.วินเซนต์ (Dr. G.E. Vincent) ประธานมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ และดร.โรส (Dr. W. Rose) นายกแห่งกองการสาธารณสุขระหว่างประเทศ ปรากฏว่าจากการเจรจาครั้งนี้ผู้แทนจากฝ่ายมูลนิธิได้แสดงความชื่นชมในความฝักใฝ่พระทัยของพระองค์ในเรื่องการศึกษาวิชาแพทย์ และในการที่ทรงรับสั่งอย่างตรงไปตรงมาถึงสถานะความเป็นไปในประเทศไทย หลังจากนั้นได้มีการประชุมอีกหลายครั้งทั้งในกรุงเบอร์น ปารีส และนิวยอร์ก ส่งผลให้ในวันที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๖๕ มีการตกลงจัดวางระเบียบวิธีการที่จะประสานงานกันไว้โดยละเอียด และในที่สุดได้จัดให้คณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้ารวมอยู่ในความร่วมมือด้วย เพื่อขยายการเรียนวิชาขั้นต้นสำหรับแพทย์ให้มีคุณภาพมากขึ้น จากความร่วมมือเบื้องต้นดังนี้ จึงมีการสถาปนาความร่วมมืออย่างเป็นทางการ ระหว่างมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์กับรัฐบาลไทยในวันที่ ๒๔ มกราคมปีถัดมาโดยกำหนดระยะเวลาช่วงแรกไว้ ๕ ปี

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ คือในพ.ศ. ๒๔๖๖ สมเด็จฯ พระบรมราชชนก ได้เสด็จกลับประเทศไทย เพื่อทรงดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม ก็ยังทรงรับการเจรจาประสานงานกับมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ไว้เป็นพระราชธุระโดยตรงอย่างต่อเนื่อง โดยหากมีเรื่องใดเกี่ยวกับโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลแล้ว ให้นำกราบทูลปรึกษาเสียก่อนทุกครั้ง


ทรงฉายพระรูปร่วมกับแพทย์ปริญญา รุ่นที่ 1 ซึ่งมีจำนวน 18 คน
และคณาจารย์ที่มูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ส่งมาช่วยพัฒนาการศึกษาด้านการแพทย์ของไทย

ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าปี พ.ศ.๒๔๖๖ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการแพทย์ไทย นอกจากจะได้มีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาวิชาแพทย์ ให้สูงถึงระดับปริญญาเป็นครั้งแรกแล้ว ยังได้มีการตราพระราชบัญญัติการแพทย์ขึ้น ตามคำแนะนำของมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ ที่เห็นว่าควรมีเกณฑ์กำหนดให้ยกเลิกการผลิตแพทย์ต่ำกว่าขั้นปริญญา และกำหนดให้ขึ้นทะเบียนแพทย์ให้เป็นระเบียบ ซึ่งในระหว่างการพิจารณาร่างเกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้นในหลายฝ่าย สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขไกล่เกลี่ยจนพระราชบัญญัติสามารถผ่านออกมาได้ด้วยดี

สำหรับการพัฒนาด้านสถานที่ในโรงพยาบาลศิริราช ก็รุดหน้าไปอย่างรวดเร็วในระหว่างปี พ.ศ.๒๔๖๖ - ๒๔๖๗ สมเด็จฯ พระบรมราชชนกพระราชทานคำแนะนำและควบคุมการก่อสร้างอย่างใกล้ชิด และรับสั่งยืนยันเสมอว่าตึกสำหรับโรงเรียนและโรงพยาบาลนั้นให้สร้างให้ดูเรียบที่สุด ไม่ต้องมีลวดลายและเครื่องประดับที่ไม่จำเป็นหรือใช้ประโยชน์ไม่ได้

เนื่องจากทรงมีพระราชประสงค์ให้ระวังประหยัดทุนในการก่อสร้างให้เกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากนี้ในช่วงเวลาเดียวกัน มูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ยังได้จัดทุนการศึกษาส่งนักเรียนแพทย์ไทยไปเรียนต่อต่างประเทศอีกจำนวนหนึ่ง โดยสมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงเป็นผู้ตัดสินคัดเลือก

สมเด็จฯ พระบรมราชชนก ทรงเป็นอธิบดีกรมมหาวิทยาลัยอยู่ราว ๘ เดือน จึงได้ทรงย้ายไปเป็นข้าหลวงตรวจการทั่วไป เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๗


คณาจารย์ และผู้สอนในแผนกวิชาพยาบาล
( แถวนั่งจากซ้าย) คนที่ 1 น.ส.เอฟ. มิลล์ยาร์ด,
คนที่ 2 น.ส. เอม. บี. ปอร์เตอร์,
คนที่ 4 น.ส. วี. ฮิคค๊อกซ์.

ปลายปี พ.ศ.๒๔๖๗ สมเด็จฯ พระบรมราชชนกพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ได้ทรงร่วมกันจัดระเบียบวิธีอำนวยการโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลเสียใหม่ มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งมีกำหนดระยะเวลา ๒ ปีประกอบด้วยอาจารย์หัวหน้าแผนกวิชาและเจ้าหน้าที่แผนกพยาบาลเป็นกรรมการ คณะกรรมการชุดนี้ได้กราบทูลเชิญพระองค์ขึ้นเป็นนายกกรรมการ กรรมการชุดนี้มีบทบาทอย่างมากในการพัฒนาการแพทย์ไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ซึ่งมีปัญหาต่างๆ มากมาย

นอกจากเรื่องการแพทย์และโรงเรียนแพทย์แล้ว สมเด็จฯ พระบรมราชชนกยังทรงเห็นความสำคัญของการพัฒนางานพยาบาลให้ก้าวหน้าไปพร้อมๆ กันด้วย เริ่มจากทรงซื้อโรงเรียนวังหลังจากเพรสไบทีเรียนมิชชันด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ให้โรงเรียนผดุงครรภ์และพยาบาลเช่าสถานที่เป็นที่พักอาศัยของนางพยาบาล โดยเรียกเก็บค่าเช่าเพียงเล็กน้อย และทรงบริจาคเงินอีกประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาทสำหรับซ่อมแซมสถานที่และปลูกบ้านพักใหม่สำหรับอาจารย์ อีกทั้งทรงรับรองจะพระราชทานเงินสำหรับการแก้ไขซ่อมแซมอื่นๆ อีกปีละไม่เกิน ๖,๒๐๐บาท ยิ่งไปกว่านี้พระองค์ยังได้รับเป็นพระธุระที่จะพระราชทานเงินเดือน สำหรับนางพยาบาลชาวต่างประเทศ ๒ คนที่จะเดินทางเข้ามาช่วยทำงานต่อไปอีกด้วย จากพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว ทำให้การพยาบาลของไทยมีฐานะที่ดีขึ้น เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์เห็นความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาการพยาบาลต่อไป จึงได้รวมการช่วยเหลือในเรื่องจัดบำรุงโรงเรียนผดุงครรภ์และพยาบาลที่ศิริราชเข้าไว้ในข้อตกลง ในปี พ.ศ. ๒๔๖๘ เป็นการเพิ่มเติม

ในปีพ.ศ.๒๔๖๘ สมเด็จฯ พระบรมราชชนก ทรงปรารภว่ามีพระราชประสงค์ที่จะเสด็จกลับไปศึกษาวิชาแพทย์ต่อให้สำเร็จ แม้ว่าการทรงงานอย่างหนักตลอดระยะเวลา ๒ ปีจะทำให้พระอนามัยเสื่อมโทรมลงมาก เนื่องจากทรงมีพระราชดำริอย่างแรงกล้าว่า "...ถ้าฉันจะทำเกี่ยวข้องกับโรงเรียนแพทย์อีกต่อไปแล้ว ควรอย่างยิ่งที่ฉันจะเรียนให้ได้จบหลักสูตรแพทย์ ในระวางสองปีที่อยู่ในกรุงสยาม ฉันรู้สึกตัวว่าฉันยังเป็นรองอยู่มาก" ดังนั้นต้นปีพ.ศ.๒๔๖๙ จึงได้เสด็จไปทรงเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในระหว่างการศึกษาอย่างหนัก สมเด็จฯ พระบรมราชชนกก็ยังทรงงานพัฒนาการแพทย์ไทยไปด้วย เช่น ในพ.ศ.๒๔๗๐ ทรงเสนอโครงการผ่านกระทรวงและมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ ให้มีนางพยาบาลชาวต่างประเทศคนที่สาม เข้ามาช่วยสอนวิชาสูติศาสตร์ในโรงเรียนผดุงครรภ์และพยาบาล โดยทรงรับจะพระราชทานเงินเดือนเช่นเดียวกับที่ทรงปฏิบัติแก่นางพยาบาล ๒ คนแรก และยังได้พระราชทานทุนส่วนพระองค์ให้แก่นักเรียนไทยอีก ๒ คนให้ได้เรียนวิชาในต่างประเทศด้วย

ในที่สุด ด้วยพระวิริยะอุตสาหะ สมเด็จฯพระบรมราชชนกทรงจบการศึกษาแพทยศาสตร์ (Doctor of Medicine) เกียรตินิยมลำดับสูงสุด เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๑ และได้เสด็จกลับกรุงเทพฯในวันที่ ๑๓ ธันวาคม ปีเดียวกัน


ในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ที่สมเด็จฯ พระบรมราชชนกเสด็จกลับประเทศไทย เป็นปีที่วงการแพทย์ไทยได้มีผลงานที่แสดงถึงความสำเร็จของการปรับปรุงพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม กล่าวคือ เป็นปีที่มีแพทย์ปริญญารุ่นแรกของไทยสำเร็จการศึกษาจำนวน ๑๘ คน

หลังจากที่สมเด็จฯ พระบรมราชชนกเสด็จกลับมาถึงประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานเงินจำนวนหนึ่งให้ เพื่อทรงสร้างพระตำหนัก พระองค์ทรงรับพระมหากรุณาธิคุณ แต่ทรงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ใช้ทุนนี้สร้างตึกศัลยกรรมให้แก่โรงเรียนแพทย์แทน ส่วนพระตำหนักจะทรงสร้างด้วยทุนส่วนพระองค์ให้สิ้นเปลืองแต่น้อย ตึกศัลยกรรมของศิริราชจึงสำเร็จได้ด้วยทุนก้อนนี้ ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ยังได้เพิ่มจำนวนทุนพระราชทาน ให้แก่นักเรียนขึ้นเป็นสิบทุนและในเวลาต่อมา เนื่องจากทรงเห็นว่า "การที่เรียนจบหลักสูตรวิชาแพทย์นั้น ไม่ได้หมายความว่านักเรียนผู้นั้นได้เรียนรู้การแพทย์หมดแล้ว แต่เป็นการตรงกันข้าม การที่เรียนจบนั้นเป็นแต่เพียงขั้นหนึ่งของวิชาการศึกษาทางแพทย์..." พระองค์จึงได้พระราชทานเงินส่วนพระองค์ ตั้งเป็นทุนสำหรับการค้นคว้าทางการแพทย์ในปี พ.ศ.๒๔๗๒ ในชื่อทุนว่า "ทุนเพื่อทำการสืบค้นคว้าและการสอนในโรงพยาบาลศิริราช" ขึ้นจำนวน ๒ ทุนเป็นการเพิ่มเติม

เดิมทีสมเด็จฯ พระบรมราชชนก ทรงตั้งพระทัยว่าเมื่อสำเร็จปริญญาจากสหรัฐอเมริกาแล้ว จะเสด็จกลับมาเป็นแพทย์ประจำแผนกกุมารเวชศาสตร์ในโรงพยาบาลศิริราช จึงได้ทรงเจรจาติดต่อกับนายแพทย์เอลลิส (Dr. A.G. Ellis) คณบดีคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาลในขณะนั้น ซึ่งก็ทรงได้คำตอบรับตามพระราชประสงค์


เสด็จไปเป็นแพทย์ประจำบ้าน ณ โรงพยาบาลแมคคอร์มิค จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเดือนเมษายน 2472
ประทับที่บ้านพักผู้อำนวยการ อาคารทางซ้ายของภาพ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเสด็จกลับมายังกรุงเทพฯ แล้ว การกลับมิได้เป็นดังที่ทรงคาดไว้เนื่องด้วยฐานันดรศักดิ์ของพระองค์ พระยศสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอเจ้าฟ้าเป็นอุปสรรคที่ทำให้พระองค์ ไม่สามารถเป็นแพทย์สามัญที่ปฏิบัติหน้าที่ใกล้ชิดประชาชนได้ ในขณะที่ทรงกำลังท้อพระทัย ก็ทรงนึกถึงโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างไกลเมืองหลวง และดำเนินงานโดยชาวต่างประเทศ ซึ่งน่าจะเป็นที่ที่ทรงสามารถปฏิบัติงานได้โดยไม่ขัดราชประเพณี โรงพยาบาลแห่งนั้นก็คือ โรงพยาบาลแมคคอร์มิค ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งพระองค์ทรงเคยเสด็จมาที่นี่ก่อนหน้านี้แล้วในปี พ.ศ.๒๔๖๗ เมื่อทรงได้รับการกราบทูลเชิญจากคณะเพรสไบทีเรียนมิชชันให้เสด็จเปิดโรงพยาบาล โดยในครั้งนั้น ได้ทรงช่วยเหลือเจรจาติดต่อให้โรงพยาบาลได้มีแพทย์ชาวอเมริกันมาประจำอยู่ชั่วคราวครั้งละ ๓ ปี ทำให้งานในโรงพยาบาลดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

นอกจากนี้ยังทรงสนิทสนมคุ้นเคยกับนายแพทย์คอร์ท ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ที่ชาวเชียงใหม่ให้ความเคารพรักและเรียกกันว่า "พ่อเลี้ยง" อีกด้วยเมื่อทรงได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จฯ พระบรมราชชนกจึงเสด็จขึ้นไปเชียงใหม่เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๑ ทรงมีมหาดเล็กตามเสด็จไปถวายงานเพียง ๑ คน และได้ประทับพักในบ้านของนายแพทย์คอร์ท โดยมีภรรยาของนายแพทย์ท่านนี้เป็นผู้ถวายการดูแลเรื่องพระกระยาหารอย่างระมัดระวัง เพื่อมิให้กระเทือนถึงพระอนามัยที่ไม่สมบูรณ์นัก


พระรูปคู่กับนายแพทย์คอร์ท

นายแพทย์คอร์ทจัดที่ประทับชั้นบนของบ้านถวายให้ส่วนตนและภรรยาอยู่ที่ชั้นล่าง สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงมีพระจริยวัตรอย่างสามัญเหมือนดังแพทย์ประจำบ้านทั่วไป ทรงตื่นบรรทมแต่เช้าเพื่อเสด็จเยี่ยมผู้ป่วยใน ก่อนจะเสด็จออกตรวจผู้ป่วยนอกพร้อมๆ กับนายแพทย์คอร์ท ระหว่างทางเดิน ก็รับสั่งทักทายเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ อย่างไม่ถือพระองค์ ตรัสเรียกพยาบาลว่า "ฉันเธอ" "ฉันคุณ" งานที่โปรดที่สุดได้แก่การทรงตรวจรักษาผู้ป่วยเด็ก โดยจะทรงทำเป็นหน้าที่หลัก หากทรงตรวจผู้ป่วยเด็กหมดแล้ว ก็จะเสด็จไปช่วยตรวจผู้ป่วยนอกรายอื่นๆ ต่อไป ทรงมีพระอุตสาหะและให้ความสำคัญกับงานตรวจนี้มาก ดังที่นายแพทย์มนตรี กันตะบุตรบันทึกไว้ในบทความ "พระกรณียกิจของหมอเจ้าฟ้าที่เชียงใหม่" ว่า "...วันไหนเที่ยงแล้วผู้ป่วยไม่หมด ท่านไม่ยอมเลิก คนอื่นๆ ก็พลอยไม่กล้าเลิกไปด้วย บางครั้งเสวยอาหารกลางวันถึงบ่ายโมงก็มี"

สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงเขียนรายงานการตรวจคนไข้ และคำสั่งทางการแพทย์เป็นภาษาอังกฤษ มีพระหัตถเลขาบันทึกประวัติการเจ็บป่วย การตรวจโรค คำสั่งการรักษาอย่างชัดเจน และลงท้ายพระปรมาภิไธยว่า "M.Songkla"

นอกจากการตรวจผู้ป่วยนอกแล้ว พระองค์ทรงเข้าห้องแล็ปเพื่อตรวจเลือด ตรวจอุจจาระ ปัสสาวะของผู้ป่วยด้วยพระองค์เอง ตอนกลางคืนก่อนเข้าห้องพระบรรทม จะทรงถือไฟฉายเสด็จไปตามเตียงผู้ป่วยทุกเตียงพร้อมรับสั่งถามว่า "เป็นอย่างไรบ้าง" เมื่อมีผู้ป่วยขอร้องให้ทรงหยิบหาอะไรก็ทรงทำให้โดยมิได้ทรงรังเกียจ หรือเวลามีผู้ป่วยหรือเหตุการณ์ฉุกเฉินกลางดึก จะต้องเสด็จไปตรวจดูด้วยพระองค์เองทุกครั้ง และหากโรงพยาบาลขาดแคลนอุปกรณ์ก็ทรงเอาพระธุระจัดหาให้ด้วยทุนส่วนพระองค์ เช่นได้พระราชทานเงิน ๖,๗๕๐ บาทเพื่อซื้อเครื่องเอ็กซเรย์ให้แก่โรงพยาบาล

ตลอดระยะเวลาอันสั้นที่ประทับทรงงานที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิค สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงมีพระจริยวัตรที่งดงาม เป็นที่เคารพรักของเหล่าผู้ป่วยที่เรียกพระองค์ตามลักษณะพระวรกายว่า "หมอน้อย" หรือบางคนก็เรียก "หมอเจ้าฟ้า"

เหตุการณ์ที่ทำให้ชาวเชียงใหม่ประทับใจและจำกันได้ทั่วคือ เมื่อเด็กชายคนหนึ่งปืนลั่นเข้ารักแร้ถูกเส้นเลือดใหญ่มีอาการตกเลือดมากจนต้องตัดแขนทิ้ง พระองค์ทรงเป็นผู้ทำการตัดแขนและถ่ายเลือดให้ โดยในขั้นตอนการหาผู้บริจาคเลือดเพื่อเปลี่ยนถ่ายนั้น ทรงได้เจาะพระโลหิตของพระองค์เองออกทดสอบด้วย ทรงเข้าช่วยนายแพทย์คอร์ททำการผ่าตัดรักษาเด็กชายผู้เคราะห์ร้ายคนนี้หลายครั้ง และประทับเฝ้าอยู่กับเด็กชายหมดลมหายใจเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว ยังความปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณแกญาติของเด็ก ซึ่งทราบเรื่องในภายหลังยิ่งนัก นายแพทย์คอร์ท ได้บันทึกถึงพระจริยวัตร ความเป็นแพทย์ของพระองค์ไว้อย่างน่าสนใจตอนหนึ่งว่า

"...ทรงฉลองพระองค์สีขาวสำหรับแพทย์และตรงไปยังโรงพยาบาลด้วยความอุตสาหพยายาม ด้วยความรู้สึกพอพระทัย และทรงแสดงความสามารถในหน้าที่แพทย์อย่างแท้จริง พระองค์ท่าน ไม่ได้ทรงปฏิบัติงานแพทย์อย่างนักสมัครเล่นเช่นบางคนเคยคิดแต่ด้วยความสนพระทัยในวิชาการอย่างแท้จริง และเห็น ว่าทรงโปรดงานนี้เป็นอย่างยิ่ง ..."

ในวันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๒ สมเด็จฯ พระบรมราชชนก เสด็จลงมากรุงเทพฯ เพื่อทรงร่วมงานพระศพสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุ์วงศ์วรเดช โดยตั้งพระทัยจะเสด็จกลับไปทรงงานที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิคอีก แต่กลับประชวรขึ้นกะทันหัน ครั้งสุดท้ายนายแพทย์สุด แสงวิเชียร ขณะยังเป็นนักเรียนแพทย์เห็นพระองค์กำลังเสด็จขึ้นจากท่าเรือจ้างที่ศิริราชเพียงพระองค์เดียว พระหัตถ์หนึ่งทรงหิ้วขวดที่ใส่ลำไส้ผู้ป่วยโรคบิด ที่ทรงจะนำมาตรวจในห้องแล็ปอยู่ ได้เล่าให้ฟังว่าพระองค์มีรับสั่งกับตนว่าทรงรู้สึกไม่ใคร่สบาย และขอให้นำเสด็จไปหาแพทย์ผู้ตรวจรักษาด้วย หลังจากนั้นจึงเสด็จกลับพระตำหนัก และไม่ได้เสด็จกลับออกมาอีกเลยเนื่องจากพระอาการทรุดลงเรื่อย จนกระทั่งเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ.๒๔๗๒ สิริพระชนมายุได้ ๓๗ พรรษา ๘ เดือน ๒๓ วัน


ตลอดเวลาที่สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงงานด้านการแพทย์ มีพระราชกรณียกิจทางการแพทย์ในด้านต่างๆ โดยสังเขป ดังนี้

ด้านอาคารสถานที่ และอุปกรณ์

  • ทรงซื้อที่ดิน และอาคารของโรงเรียนวังหลังเดิมให้เป็นโรงเรียนพยาบาลและหอพัก พระราชทานเงินซ่อมแซมโรงเรียนทำเป็นบ้านพักของพยาบาลชาวต่างประเทศที่เข้ามาปรับปรุงการสอนวิชาพยาบาล รวมเป็นเงินที่ทรงจ่ายในส่วนนี้ประมาณ ๗๕,๐๐๐ บาท
  • พระราชทานเงินสร้างตึกคนไข้ให้โรงพยาบาลศิริราชหนึ่งหลัง คือตึก "มหิดลบำเพ็ญ" ราคาประมาณ ๘๓,๐๐๐ บาท
  • พระราชทานเงินกึ่งหนึ่งช่วยการก่อสร้างและตกแต่งตึกอำนวยการของคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาลประมาณ ๙๗,๐๐๐ บาท
  • พระราชทานเงิน ๖,๗๕๐ บาทเพื่อซื้อเครื่องเอ็กซเรย์ให้โรงพยาบาลแมคคอร์มิค
  • นอกจากการพระราชทานเงินทุนส่วนพระองค์แล้วทรงเรี่ยไรพระราชทรัพย์จากพระราชวงศ์ที่ทรงคุ้นเคยเพื่อสร้างอาคาร ซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ โดยทรงมีส่วนร่วมในการวางแผนผังการสร้างอาคารด้วยพระองค์เอง


ตึกมหิดลบำเพ็ญ ตึกผู้ป่วยทันสมัยหลังแรกที่สร้างขึ้น
โดยทุนของสมเด็จพระราช บิดา


ตึกบัญชาการของคณะแพทย์ศาสตร์และศิริราชพยาบาล
ที่ทูลกระหม่อมทรงบริจาคเงินสมทบครึ่งหนึ่ง

ด้านบุคลากร

  • ทรงส่งบุคคลไปศึกษาวิชาในต่างประเทศด้วยทุนส่วนพระองค์ตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๔๖๐จนกระทั่งเสด็จสวรรคตเป็นจำนวนหลายสิบคน ซึ่งบุคคลเหล่านี้ได้กลับมาช่วยพัฒนากิจการด้านการแพทย์ บางคนรับราชการในตำแหน่งสำคัญทั้งในวงการแพทย์และสาธารณสุข มีผู้คำนวณไว้ว่าเงินที่พระราชทานในส่วนนี้น่าจะมีมูลค่าหลายแสนบาท
  • พระราชทาน "ทุนวิทยาศาสตร์การแพทย์" แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ไว้เก็บดอกผลเพื่อส่งคนไปศึกษาในต่างประเทศเป็นจำนวนเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท นอกจากนี้ยังได้ทรงมีพินัยกรรมพระราชทานเงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ให้เพิ่มเติมเมื่อเสด็จสวรรคต
  • พระราชทานเงิน ๓,๘๔๐ บาทเป็นทุนการสอนและการค้นคว้าในโรงพยาบาลศิริราชสำหรับแพทย์ที่สำเร็จใหม่ และไม่ได้เป็นแพทย์ประจำบ้าน
  • พระราชทานเงินเดือนสำหรับนางพยาบาลชาวต่างประเทศ ที่มาช่วยสอนในโรงเรียนผดุงครรภ์และพยาบาล เป็นเงินรวม ๒๕,๐๐๐ บาท
  • พระราชทานเงิน ๑๒,๐๐๐ บาทให้แก่โรงพยาบาลแมคคอร์มิค เพื่อให้มีแพทย์ชาวต่างประเทศมาอยู่ทำงาน ๑ คน
  • ทรงเป็นอาจารย์สอนนักเรียนแพทย์ด้วยพระองค์เอง ในวิชากายวิภาคศาสตร์ของสัตว์มีกระดูกสันหลัง ชีววิทยา และประวัติศาสตร์
  • เอาพระทัยใส่เอาพระธุระดำเนินการเจรจาติดต่อขอให้นายแพทย์ นางพยาบาลชาวต่างประเทศที่เชี่ยวชาญงานเข้ามาช่วยงานในประเทศไทย

ด้านหลักสูตรการเรียนวิชาแพทย์


ทรงฉายพระรูปกับคณาจารย์ที่มูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ส่งมาช่วย และคณะนักศึกษา

  • ทรงร่วมกับศาสตราจารย์ เอ จี เอลลิส และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องคนอื่น จัดการปรับปรุงวางหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิต โดยนับตั้งแต่เมื่อเปลี่ยนหลักสูตรแพทย์ประกาศนียบัตรให้เป็นแพทย์ปริญญาในปีพ.ศ.๒๔๖๖ ได้มีการปรับปรุงหลักสูตรเพิ่มเติมเรื่อยมาตามความเหมาะสมของบุคลากร คณาจารย์ จนกระทั่งหลักสูตรมีคุณภาพตามมาตรฐานโลก

พระราชดำริต่างๆ เกี่ยวกับลักษณะของแพทย์ไทยที่พึงประสงค์
สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงเน้นย้ำถึงคุณสมบัติที่สำคัญของแพทย์หลายประการ ได้แก่

  • ความเสียสละทรงปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่างให้เห็นอยู่เสมอถึงความเสียสละความสะดวกส่วนพระองค์ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นการที่ทรงระมัดระวังการใช้จ่ายของพระองค์เอง เพื่อนำเงินมาใช้ในการปรับปรุงพัฒนาการแพทย์ของไทย หรือการที่ทรงปฏิบัติหน้าที่แพทย์อย่างเต็มพระกำลังแม้ว่าพระอนามัยจะไม่สมบูรณ์ ทั้งนี้เพราะทรงเห็นประโยชน์ของผู้ป่วยมากกว่าของพระองค์เอง

  • การขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมทรงเห็นความสำคัญที่แพทย์จะต้องค้นคว้าทดลองหาความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ ดังที่ได้พระราชทานทุนไว้ให้เพื่อการนี้ โดยเฉพาะแพทย์ที่ศึกษาจบมาจากต่างประเทศ ทรงเตือนสติว่าวิชาเกี่ยวกับโรคที่ได้ไปเรียนมายังไม่เพียงพอในทางปฏิบัติ เนื่องจากโรคในเขตร้อนกับหนาวนั้นย่อมไม่เหมือนกัน ดังนั้นแพทย์จึงต้องศึกษาหาความรู้ เพิ่มประสบการณ์ของตนให้มาก เพื่อที่จะได้รักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยพระองค์เองก็ทรงใส่พระทัยทำการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับการแพทย์อยู่อย่างสม่ำเสมอ

  • ความสามัคคีในหมู่แพทย์ ทรงแสดงความเห็นเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน ในพระราชหัตถเลขาถึงสโมสรแพทย์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๑ ว่าหนึ่งในคุณลักษณะของการเป็นแพทย์นั้น "ต้องมีความไว้ใจระหว่างแพทย์ด้วยกัน คือความเป็นปึกแผ่น…ท่านต้องมีความเชื่อในตัวเองแต่ไม่ใช่อวดดี... ในขณะที่ท่านประกอบกิจการแพทย์ อย่านึกว่าท่านตัวคนเดียว จงนึกว่าท่านเป็นสมาชิกของ "สงฆ์" คณะหนึ่งคือแพทย์ ท่านทำดีหรือร้าย เพื่อนแพทย์อื่นๆ จะพลอยยินดี หรือเจ็บร้อนอับอายด้วย" ทรงเตือนให้แพทย์แผนปัจจุบันปรองดองกับแพทย์แผนโบราณ แพทย์รักษาปรองดองกับแพทย์สาธารณสุข เพื่อร่วมมือกันให้ได้ประโยชน์ในทางรักษา ป้องกันโรค แก่ประชาชนให้มากที่สุด
 
   
 
สำนักงานมูลนิธิฯ : - อาคารมูลนิธิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
( อาคารภายในบริเวณวัดปทุมวนาราม)
๙๖๙ ถนนพระราม ๑ แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กทม. ๑๐๓๓๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๕๔-๒๕๔๕-๖ โทรสาร ๐-๒๖๕๘-๑๙๘๕