ทรงฉายที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
ระหว่างปี พ.ศ.2465

อาจกล่าวได้ว่า หลักฐานความสนพระทัยในวงการแพทย์ของสมเด็จฯ พระบรมราชชนกปรากฏมาตั้งแต่สมัยที่พระองค์เสด็จกลับประเทศไทย และทรงเข้ารับราชการในกองทัพเรือไทยในปีแรก กล่าวคือ ในปี พ.ศ. ๒๔๕๗ ขณะที่ทรงดำรงพระยศนายเรือเอก ได้เสด็จพร้อมสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงศ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ พระเชษฐาธิราช เยือนจังหวัดทางภาคเหนือ ในครั้งนั้นเอง ทรงมีโอกาสได้พบกับนายแพทย์ อี.ซี.คอร์ท (Dr. E.C. Cort) ซึ่งทำหน้าที่ให้บริการรักษาพยาบาลประชาชนอยู่ที่นั่น นายแพทย์คอร์ทได้บันทึกความทรงจำถึงพระองค์ไว้ ดังปรากฏในหนังสือพระราชประวัตินายแพทย์มหิดล สงขลาที่นายแพทย์คอร์ทได้บันทึกความทรงจำไว้ด้วยตนเองว่า

"...แม้เวลานั้นก็สนพระทัยในกิจการแพทย์เป็นอย่างดี ได้สนทนากับข้าพเจ้าในปัญหาการแพทย์ต่างๆ และทรงแสดงความจำนงจะใคร่ศึกษาวิชาแพทย์สืบต่อไปด้วย พระองค์ยังทรงขอให้แนะนำด้วยว่า จะศึกษาในโรงเรียนไหนจึงจะดี..."

ต่อมาอีก ๒ ปี ในช่วงที่สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงกำลังตัดสินพระทัยจะลาออกจากกองทัพเรือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร พระเชษฐาผู้ทรงสนิทคุ้นเคย ได้เสด็จไปเข้าเฝ้าฯ และทรงชวนสนทนาเรื่องต่างๆ พร้อมกันนี้ ในฐานะที่ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการโรงเรียนราชแพทยาลัย จึงได้กราบทูลว่าหากพระองค์จะทรงลาออกจากกองทัพเรือแล้ว ก็จะเป็นพระมหากรุณาธิคุณหากจะทรงหันมาช่วยเหลือกิจการการแพทย์ไทยต่อไป เนื่องจากทรงมีคุณลักษณะที่เหมาะสม ๓ ประการ ดังที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทรทรงกล่าวไว้ในภายหลัง ในพระหัตถเลขาส่วนพระองค์ว่า


"... ๑. ท่านเป็นเจ้าฟ้าชั้นสูง... สมัยนั้นคนยังนับถือเจ้านายอยู่มาก ถ้ามีเจ้านายชั้นสูงๆ ทำอะไรคนก็มักเห็นว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก...

๒. เจ้าฟ้าพระองค์นี้มีพระปัญญาแหลม มีความเพียรแก่กล้า จะทรงทำอะไรก็ทำจริงไม่ย่อท้อ

๓. ท่านเป็นผู้มีรายได้สูงมาก แต่ไม่ทรงใช้จ่ายในการ บำรุงความสุขสำราญของพระองค์เองอย่างฟุ่มเฟือย โปรบำเพ็ญพระกุศลสาธารณ นึกถึงแต่สาธารณประโยชน์...เจ้า ฟ้ามหิดลมีทรัพย์ส่วนพระองค์ที่ทรงจ่ายได้มาก เมื่อทรงทำเป็นตัวอย่างได้เช่นนี้แล้ว ก็เท่ากับเป็นผู้นำให้คนอื่นจำเริญรอย..."

หลังจากนั้นไม่นาน สมเด็จฯ พระบรมราชชนกก็ทรงได้รับคำกราบทูลเชิญ ให้เสด็จทอดพระเนตรโรงพยาบาลศิริราชและโรงเรียนราชแพทยาลัย ซึ่งในขณะนั้นยังถือว่าล้าหลังมาก ดังที่ศาสตราจารย์นายแพทย์ อวย เกตุสิงห์บรรยายไว้ในบทความ "ศิริราชที่ทูลกระหม่อมทรงเหยียบครั้งแรก" ว่า

"...เมื่อทูลกระหม่อม (สมเด็จฯ พระบรมราชชนก) เสด็จ ขึ้นจากเรือแล้ว ทรงพระดำเนินผ่านเข้าไปสู่โรงพยาบาลตอนใน ก็ได้เห็นคนนั่งบ้าง นอนบ้างอยู่เป็นกลุ่มๆ ตามใต้ต้นมะขามซึ่ง มีปลูกไว้มาก... เป็นคนไข้ที่มาให้รักษาตัวแล้วไม่มีที่ให้พักต้องมาคอยอยู่เช่นนั้น ต่อไปได้เสด็จเข้าไปภายในเรือนคนไข้ ทอดพระเนตรแล้วทรงปรารภว่าที่พักอาศัยก็เหมือนกับโรงม้า แต่แม้กระนั้นแล้วก็ยังมีไม่พอให้คนไข้อยู่เสียอีก ทรงแสดงพระกิริยาการว่ามีความสลดพระทัยเป็นอันมาก..."

หลังจากการเสด็จทอดพระเนตรในครั้งนั้น สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงมีพระราชดำริว่าการพัฒนาด้านการแพทย์นั้นควรทำอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตามพระองค์ไม่เคยศึกษาทางการแพทย์มาก่อนจึงทรงไม่แน่พระทัยนัก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร จึงทรงกราบทูลว่าพระองค์เองก็ใช่แพทย์ มีความรู้แต่ทางการศึกษา ส่วนหม่อมเจ้าพูนศรีเกษม เกษมศรี หนึ่งในอาจารย์ที่โรงเรียนแพทย์ผู้ที่ต่อมาจะได้ดำรงตำแหน่งอธิบดีคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็เรียนมาแต่ทางเคมีและพฤกษศาสตร์ แต่ก็ได้พยายามช่วยอย่างเต็มที่ ทั้งนี้เพราะเห็นความจำเป็นและคิดว่า "...ถึงอย่างไรก็ดีกว่าไม่มีใครช่วยเสียเลย..."

ในที่สุดจึงทรงตัดสินพระทัยกราบบังคมทูลลาออกจากราชการทหารเรือและเสด็จออกจากกรุงเทพฯ ในวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๙ เพื่อไปศึกษาวิชาการแพทย์ด้วยพระองค์เองอย่างจริงจังเสียก่อน โดยมีรับสั่งถึงการตัดสินพระทัยครั้งนี้กับพลตรีพระศักดาพลรักษ์ นายทหารคนสนิท ว่า "ฉันจะไปเรียนหมอละ เพราะว่าเป็นวิชาที่สนุกดี เรามีโอกาสได้รักษาคนได้ทั้งคนจน คนมั่งมี และเจ้านายต่างๆ ได้เต็มที่ หมอทำกุศลในการรักษาพยาบาลได้ดี" ซึ่งการตัดสินพระทัยครั้งนี้นับเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ เนื่องจากไม่เคยมีสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์ใดศึกษาวิชาแพทย์มาก่อนเลยในประวัติศาสตร์ไทย

สมเด็จฯ พระบรมราชชนกเสด็จถึงเมืองบอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ในวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๙ และทรงเริ่มศึกษาวิชาเตรียมแพทย์ที่โรงเรียนแพทย์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard Medical School) เป็นเวลา ๑ ปี

ในระหว่างที่กำลังทรงศึกษา สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงตระหนักว่าปัญหาสำคัญของการแพทย์ไทยขณะนั้น คือการขาดแคลนบุคลากรที่มีคุณภาพ ดังนั้นในปี พ.ศ.๒๔๖๐ จึงพระราชทานทุนส่วนพระองค์ให้แก่นักเรียนแพทย์ ๒ คน เพื่อให้มาศึกษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา นักเรียนแพทย์ทั้งสองคนนี้ต่อมาคือนายแพทย์นิตย์ เปาเวทย์ และนายแพทย์ลิ ศรีพยัตต์ นับว่าเป็นการรับนักเรียนทุนส่วนพระองค์กลุ่มแรก โดยให้เดินทางออกจากประเทศไทย พร้อมกันกับนักเรียนทุนพยาบาลในสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า อีก ๒ คน ทั้งนี้หนึ่งในนักเรียนพยาบาลก็คือ นางสาวสังวาลย์ ตะละภัฏ หรือ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีในเวลาต่อมานั่นเอง

สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงศึกษาวิชาแพทย์รวมทั้งสิ้น ๔ ภาคการศึกษา จนสำเร็จปรีคลินิกใน พ.ศ. ๒๔๖๒ แล้วทรงเปลี่ยนไปเรียนวิชาสาธารณสุขศาสตร์ ที่สถาบันร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ทรงศึกษาอยู่เดิมและสถาบันเอ็มไอที (School for Health Officer Harvard University and The Massachusetts Institute of Technology) จนกระทั่งทรงได้รับประกาศนียบัตรการสาธารณสุข (C.P.H. ย่อมาจาก Certificate of Public Health) ใน พ.ศ. ๒๔๖๔ ในระหว่างนี้ทรงตั้งพระทัยศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยมีช่วงที่เสด็จกลับประเทศไทยเป็นระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น คือทรงกลับมาร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชชนนีพระพันปีหลวง และทรงเข้าพระราชพิธีอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในปีพ.ศ.๒๔๖๓


ใบสมัครเข้าศึกษา ณ School for Health Officer และ The Massachusette Institute of Technology
คลิกภาพขยายใหญ่ได้ที่นี่

ปีพ.ศ. ๒๔๖๔ ที่ทรงสำเร็จประกาศนียบัตรวิชาการสาธารณสุข เป็นปีที่สำคัญยิ่งต่อวงการแพทย์ไทย เนื่องจากเป็นปีที่รัฐบาลไทยโดยกระทรวงธรรมการได้เปิดการเจรจาขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation) ให้เข้ามาพัฒนาการแพทย์ในไทย และได้ทูลขอให้สมเด็จฯ พระบรมราชชนก ทรงรับเป็นผู้แทนเสนาบดีกระทรวงธรรมการ มีอำนาจเต็มในการเจรจา โดยทรงปฏิบัติพระราชภารกิจนี้ในยุโรประหว่างพ.ศ.๒๔๖๔ - ๒๔๖๖ จวบจนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแต่งตั้งให้พระองค์ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมมหาวิทยาลัย จึงเสด็จกลับประเทศไทย และทรงประทับปฏิบัติพระราชกรณียกิจอยู่ในช่วงระหว่าง พ.ศ.๒๔๖๖ จนถึงกลางปี พ.ศ.๒๔๖๘ อันเป็นเวลาที่ได้ทรงเข้ามาพัฒนาการแพทย์ไทยด้วยพระองค์เองอย่างจริงจัง


ทรงฉายร่วมกับดร.มองก์ส
ผู้เป็นพระสหายรุ่นเดียวกันที่ Harvard Medical School ขณะที่มาเที่ยวเมืองไทยกับครอบครัว เมื่อพ.ศ.2471

หลังจากปฏิบัติพระราชกรณียกิจอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลาประมาณ ๒ ปี ปัญหาพระสุขภาพได้ทวีความรุนแรงขึ้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร และแพทย์ประจำพระองค์ จึงได้ถวายคำแนะนำให้เสด็จไปประทับรักษาพระวรกายที่ประเทศเยอรมนี อย่างไรก็ตาม แม้จะอยู่ในระหว่างการประทับรักษาพระวรกาย สมเด็จฯ พระบรมราชชนกก็ยังทรงมีพระราชดำริถึงการพัฒนาการแพทย์อยู่ตลอดเวลา ทรงมีพระราชประสงค์อย่างแรงกล้าที่จะกลับไปศึกษาวิชาแพทย์ปริญญาต่อให้สำเร็จ ดังปรากฏในพระราชหัตถเลขาของพระองค์ขณะที่ประทับอยู่ที่เยอรมนีถึงดร.เอลลิส พระสหายร่วมงานจากมูลนิธิร็อคกีเฟลเลอร์ว่า "...โดยทั่วๆ ไป การทำนายโรคของดอกเตอร์...เป็นที่พอใจ... เมื่อฉันถามความเห็นเขาว่า ฉันสามารถจะเรียนวิชาแพทย์อีก ๒ ปี ให้สำเร็จได้หรือไม่ เขาตอบว่า ได้..." ด้วยเหตุนี้เอง ในปี พ.ศ.๒๔๖๙ พระองค์จึงเสด็จกลับไปทรงเข้าศึกษาต่อสาขาแพทยศาสตร์ชั้นคลินิก ในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดอีกครั้งหนึ่ง เป็นเวลา ๒ ปี โดยทรงมีพระอุตสาหะในการเรียนและการฝึกงานตามหลักสูตรอย่างยิ่ง

ดร.จอห์น มองก์ส (Dr.John Monks) อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่เคย เรียนและฝึกงานอยู่ในกลุ่มเดียวกับสมเด็จฯ พระบรมราชชนก ได้เล่าถึงพระจริยวัตรของเจ้าฟ้านักศึกษาแพทย์พระองค์นี้ไว้อย่างน่าสนใจดังที่ปรากฏในหนังสือ "บิดาแห่งการแพทย์ไทย" ของ บุญเสริม นามวังว่า

"...พวกเรามักจะมีสหายที่รักใคร่สนิทสนมอยู่กลุ่มหนึ่ง ใน กลุ่มนี้ก็มีมหิดล รวมอยู่ด้วย ท่านเป็นคนเงียบๆ และไม่ใช่คนขี้เล่น เข้ากับใครได้ทั้งนั้นอย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นทางงาน อาชีพหรือทางการสังคมก็แล้วแต่ ท่านเป็นคนเรียนเก่ง มี ท่าทางเป็นนักการแพทย์ตะวันตก และสามารถจะแสดงความ คิดเห็นได้ทั้งทางตะวันตกและทางตะวันออก…"

ดร.เจมส์ เอช. มีนส์ (James H. Means) แห่งสถาบันเอ็มไอที ผู้เคยดำรงตำแหน่งนายแพทย์ใหญ่อยู่ที่โรงพยาบาลกลางแมสซาชูเซตส์ที่สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงปฏิบัติงานเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายคลินิกอยู่ กล่าวถึงรายงานผลการเก็บสถิติการรักษาและตรวจร่างกายของคนไข้ ตามหลักสูตรแพทย์ปีสุดท้ายของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดว่า "รายงานคนไข้ ๒๔ รายที่ข้าพเจ้าได้รับจากเจ้าชายองค์นั้น (คือสมเด็จฯ พระบรมราชชนก) เป็นชั้น เอ. ซึ่งน้อยรายนักที่ได้รับความสำเร็จชั้นนี้" นอกจากนี้ในระหว่างที่ทรงศึกษาวิชาแพทย์ปีสุดท้าย พระองค์ยังทรงได้ค้นคว้าเขียนรายงานประกอบการศึกษาร่วมกับดร. แมคกาเวอร์น (Dr. E.G. McGavern) ในวิชาเกี่ยวกับการตรวจและรักษาโรคเด็ก อันเป็นวิชาที่ทรงสนพระทัยเป็นพิเศษขึ้นมาฉบับหนึ่ง เป็นเรื่องพยาธิตัวตืดในเด็กที่เกิดจากการรับประทานปลา (Diphyllobethrium in Massachusettes: Report of 2 Indigenous Cases) ซึ่งเป็นหัวข้อที่ไม่เคยมีผู้ใดทำมาก่อนในรัฐแมสซาชูเซตส์ รายงานฉบับนี้ต่อมาได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารการแพทย์ของแพทย์สมาคมอเมริกัน (J.A.M.A.) ฉบับวันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๑

ด้วยช่วงปลายของการศึกษาวิชาแพทย์ สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงมีพระอาการพระวักกะอักเสบกำเริบ คณะแพทย์ถวายคำแนะนำมิให้ทรงตรากตรำเข้าสอบไล่ ในขณะที่ทางสภามหาวิทยาลัยก็แสดงความจำนงที่จะถวายปริญญาให้โดยไม่ต้องสอบ เนื่องจากการศึกษาของพระองค์อยู่ในขั้นดีมากตลอดมา แต่พระองค์ไม่ทรงยินยอมและทรงเข้าสอบไล่เช่นเดียวกับพระสหายร่วมสาขา ในเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๑ สมเด็จฯ พระบรมราชชนก จึงทรงสอบไล่สำเร็จตามหลักสูตรคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และทรงรับปริญญาแพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตเกียรตินิยม (M.D. CUMLAUDE) พร้อมทั้งได้รับเชิญให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ Ph. Beta Kappa Honorary Scholastic Fraternity ในเวลาเดียวกัน

เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาแล้ว สมเด็จฯ พระบรมราชชนกทรงมีพระราชประสงค์ที่จะทรงศึกษาวิชาเฉพาะทางสาขาโรคเด็กต่อไป เนื่องจากมีความสนพระทัยในด้านนี้ โดยทรงมีแผนการทรงงานเมื่อเสด็จกลับไทยแล้ว ดังปรากฏในพระราชหัตถเลขาถึงนักเรียนทุนส่วนพระองค์คนหนึ่งว่า

"...บางทีก็จะมีโรงพยาบาลเล็กเล็กสำหรับเด็กของตัวเอง ไม่เกี่ยวแก่ราชการทางใดทางหนึ่ง แต่บางทีฉันก็จะทำ Research เพราะฉันมี interest ในเรื่อง Nutritional disturbances ของเด็กมากและเมืองไทยมีโอกาสที่จะค้นคว้าอีกมากในเรื่องนี้..."

อย่างไรก็ตาม หลังการสอบไล่ ๑ เดือน ทรงต้องรับการผ่าตัดด้วยโรคพระอันตะตัน (ลำไส้ตัน) ภายหลังจากนั้นพระอนามัยก็ไม่สมบูรณ์นัก จึงต้องทรงล้มเลิกที่จะศึกษาต่อ และเสด็จกลับประเทศไทย โดยเสด็จถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๗๑

 
   
 
สำนักงานมูลนิธิฯ : - อาคารมูลนิธิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
( อาคารภายในบริเวณวัดปทุมวนาราม)
๙๖๙ ถนนพระราม ๑ แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กทม. ๑๐๓๓๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๕๔-๒๕๔๕-๖ โทรสาร ๐-๒๖๕๘-๑๙๘๕